Cosmetic Face

CHIN-PLANT 

เทรนด์เสริมคางมาแรง แซงทุกประเภทขาดลอย!

Face38_open1

ศัลยกรรมเสริมคางให้ดูดีมีระดับ ถ้าเปรียบเป็นม้าก็ต้องบอกว่า มาแรงแซงทางโค้งอะไรประมาณนั้นเลย นี่ไม่ใช่การกล่าวอ้างลอยๆ เพราะสถิติปีล่าสุด 2011 ที่เปิดเผยโดย สมาคมศัลยแพทย์ความงามแห่งอเมริกา (The American Society of Plastic Surgeons) นั้นระบุว่าการเสริมคางในหมู่อเมริกันชนนั้นมีการขยายตัวสูงขึ้นกว่าร้อยละ 70

สถิติบ่งชี้ว่าในสหรัฐอเมริกา การเสริมคางถือเป็นศัลยกรรมเสริมความงามที่เติบโตอย่างรวดเร็วที่สุด มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นในทุกๆ ช่วงอายุของประชากร โดยในปี 2011 มีศัลยกรรมเสริมคางเกิดขึ้นกว่า 2 หมื่นเคส ซึ่งคิดเป็นอัตราเติบโตสูงกว่าร้อยละ 70 เมื่อเทียบกับปีก่อน ถือเป็นแชมป์ศัลยกรรมความงามของปีเถาะอย่างแท้จริง เพราะพุ่งแรงแซงหน้าแชมป์เก่าอย่างการเสริมหน้าอก การฉีดโบท็อกซ์ และการดูดไขมันไปอย่างไม่เห็นฝุ่นเลยทีเดียว ขึ้นครองความเป็นศัลยกรรมความงามที่เติบโตสูงที่สุดทั้งในหมู่สตรีและบุรุษและในทุกช่วงอายุของประชากรอีกด้วย โดยเฉพาะผู้ที่อายุเลยเลข 55 ไปแล้ว มีแนวโน้มสูงที่จะหันมาจัดการกับลูกคางตัวเองเสียใหม่ 

มีหลายปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดอัตราเติบโตอย่างพุ่งกระฉูดดังกล่าว เป็นปัจจัยไฮเทคเสียด้วย ก็พวกเทคโนโลยีเจ๊าะแจ๊ะผ่านระบบวิดีโอแช็ตนี่แหละตัวดีเลย เริ่มตั้งแต่ Skype โปรแกรมโทรผ่านเน็ตยอดฮิต การประชุมทางไกลระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ผ่านกล้องเว็บแคม รวมทั้งแอพวิดีโอโฟน FaceTime บนไอโฟน แล้วกองหนุนสุดท้ายก็คือ ความนิยมที่เพิ่มสูงขึ้นในสื่อสังคมออนไลน์อย่าง Facebook นั่นเอง ทีนี้พอคุณเที่ยวได้ไปเสนอหน้าอยู่ในรูปถ่ายต่างๆ ที่มีคนเอามาโพสไว้ หน้าคุณก็จะถูกระบบเครือข่ายสังคมออนไลน์แขวนป้าย หรือ Tag เอาไว้และยังสามารถถูกนำไปเผยแพร่ต่อๆ ไปได้ทันที โดยไม่ต้องรอขออนุญาตจากเจ้าของใบหน้าก่อนเสียด้วย นี่น่าจะเป็นสาเหตุทำให้ชาวอเมริกันเกิดตื่นตัวหันมาทำหล่อทำสวยด้วยการเสริมคางกันยกใหญ่ เพื่อให้ภาพลักษณ์ของแต่ละคนในโลกออนไลน์ให้ออกมาหล่อ เก๋ เท่ระเบิดไว้เอาก่อนนั่นเอง หลายคนเลือกการเสริมคาง ซึ่งเป็นศัลยกรรมง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เพื่อชะลอการเป็น .. เอาไว้พร้อมๆ ไปกับการแก้ไขตำหนิต่างๆ บนใบหน้าไปในคราวเดียวกันด้วย ซึ่งถือว่าดีกว่าอยู่เปล่าๆ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าสื่อสังคมออนไลน์จะออกฤทธิ์ออกเดชแผ่อิทธิพลและส่งผลกระทบมาถึงเรื่องความสวยความงามบนร่างกายมนุษย์ได้ถึงเพียงนี้

นายกสมาคมศัลยแพทย์ความงามแห่งอเมริกา ยังได้ให้ความรู้ว่า คางและแนวขากรรไกรเป็นอวัยวะในร่างกายส่วนที่จะเริ่มเผยเค้าความชราให้เห็นได้ก่อนส่วนอื่นๆ ในร่างกาย ดังนั้น การเสริมคางจะช่วยปรับสมดุลบนใบหน้าและช่วยชะลอความชราบนใบหน้าอย่างได้ผล

การเสริมคางคืออะไร

การเสริมคาง(Chin Augmentation หรือ เรียกสั้นๆว่า Chin-plant) คือ กระบวนการทางศัลยกรรมที่มุ่งปรับรูปทรงหรือปรับปรุงขนาดของคางให้ดูดีขึ้น อาจทำได้โดยวิธีสอดใส่วัสดุเสริมคางเข้าไป หรือโดยการย้ายหรือปรับรูปทรงของกระดูกบริเวณนั้น การเสริมคางอาจเรียกว่า Mentoplasty  หรือ Genioplasty ก็ได้

การเสริมคางทำกันอย่างไร

ศัลยกรรมเสริมคางอาจกระทำในห้องศัลยกรรม โรงพยาบาลหรือคลินิกผู้ป่วยนอก คนไข้จะต้องเข้ารับการเอ็กซเรย์ใบหน้าและคางก่อน แพทย์จะศึกษาฟิล์มเอ็กซเรย์เพื่อดูว่าจะต้องผ่าตัดที่ตรงจุดใดของคางบ้าง ในกรณีที่คนไข้มีความจำเป็นเพียงต้องใช้วัสดุเสริมเพื่อทำให้คางดูมนได้รูปเท่านั้น สิ่งที่ต้องทำ คือ คนไข้อาจต้องถูกวางยาสลบ ซึ่งจะทำให้คนไข้หลับและไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ  หรือคนไข้อาจต้องถูกฉีดยาในบริเวณนั้นๆ รวมทั้งได้รับยาที่จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและง่วงนอน จากนั้นจะมีการผ่าตัดบริเวณภายในปากหรือไม่ก็ที่ด้านนอกบริเวณใต้คาง แล้วแพทย์จะสร้างพ็อกเก็ต (pocket) ตรงข้างหน้ากระดูกคาง และอยู่ใต้กล้ามเนื้อ อันเป็นตำแหน่งที่จะสอดใส่วัสดุฝังเข้าไป โดยแพทย์อาจจะใช้กระดูกแท้ๆ หรือเนื้อเยื่อไขมัน หรือวัสดุเสริมที่ทำจากซิลิโคน เทฟล่อน แดคคร่อน หรือวัสดุรุ่นใหม่เข้าไป โดยตัววัสดุเสริมนี้มักจะถูกยึดกับกระดูกด้วยรอยเย็บหรือสกรู การเย็บแผลใช้เพื่อปิดแผลผ่าตัด ถ้าเป็นการผ่าที่ข้างในปากก็จะมีข้อดีคือแทบจะไม่เห็นรอยแผลผ่าตัดเลย

ในกรณีที่แพทย์อาจจำเป็นต้องย้ายกระดูกในบางตำแหน่งของคนไข้

สิ่งที่ต้องทำ คือ คนไข้จะถูกวางยาสลบ แพทย์จะทำการผ่าตามแนวเหงือกส่วนล่างของปาก ซึ่งจะทำให้แพทย์เข้าถึงกระดูกคางได้ แพทย์จะใช้เลื่อยตัดกระดูกหรือสิ่วเพื่อผ่าตัดครั้งที่สองผ่านกระดูกขากรรไกร แล้วทำการย้ายกระดูกขากรรไกร จากนั้นก็ตรึงไว้ด้วยลวดหรือขันสกรูตรึงให้เข้าที่แล้วเย็บแผลปิดด้วยพลาสเตอร์ ขั้นตอนนี้จะกินเวลาประมาณ 1-3 ชั่วโมง การเสริมคางนี้มักจะทำไปพร้อมๆ กับการเสริมจมูก หรือการดูดไขมันจากใบหน้า(เมื่อมีการขจัดไขมันจากใต้คางและลำคอ) การผ่าตัดเพื่อแก้ไขปัญหาการสบฟันก็สามารถทำไปได้พร้อมๆ กับการทำคางนี้ การเสริมคางมักทำกันเพื่อสร้างสมดุลให้กับใบหน้าด้วยการทำให้รูปคางยาวขึ้นหรือดูใหญ่ขึ้นเมื่อเทียบกับจมูก ผู้ที่เหมาะที่สุดสำหรับการเสริมคางคือ ผู้ที่มีปัญหาคางเล็กและถอยร่นเข้าไป (Receding Chin หรือMicrogenia) แต่ยังมีการสบฟันที่ปกติอยู่

ข้อแนะนำก่อนการตัดสินใจเสริมคาง

เมื่อคนไข้ได้หารือกับแพทย์ก่อนทำศัลยกรรมจะได้ทราบทางเลือกในการเสริมคางว่า อาจเลือกใช้วิธีใส่วัสดุเสริมเข้าไปหรืออาจเลือกวิธีฉีดไขมันแทน แล้วแพทย์อาจถึงขนาดช่วยไปดูเรื่องฟันของคุณใหัมันเข้ากันได้กับขนาดและรูปทรงของขากรรไกรใหม่ของคนไข้อีกด้วยพึงระลึกไว้เสมอว่า คนไข้กำลังจะตัดสินใจลงมีดกับใบหน้า อันเป็นอวัยวะที่ถือว่าทรงคุณค่าที่สุดอย่างหนึ่งของตนเอง ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของคนไข้ที่จะต้องทำการบ้านในเรื่องนี้เป็นอย่างดีในการเฟ้นหาศัลยแพทย์มือดีเพื่อมาดำเนินการบนใบหน้าของตนเอง ต้องมีการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแพทย์โดยละเอียด ต้องดูประสบการณ์ของแพทย์ว่ามีมากน้อยเพียงไร เสาะแสวงหาคำรับรองจากคนไข้เก่าๆ เกี่ยวกับแพทย์ผู้รักษามาอ่าน  และร้องขอภาพก่อนและหลังการทำศัลยกรรมของคนไข้เหล่านี้ มาศึกษาเพื่อให้เกิดความมั่นใจยิ่งขึ้นก่อนการทำศัลยกรรมนั้น คนไข้ควรหารือกับศัลยแพทย์เสียก่อนว่า ต้องการคางแบบไหนอย่างไร แต่ต้องทำใจไว้ก่อนว่านี่เป็นเพียงงานปรับปรุงคางเท่านั้น อย่าไปคาดหวังในสิ่งที่สมบูรณ์แบบ

อันตราย ! อย่าใช้สารซิลิโคนเหลวฉีดคางเด็ดขาด

สารซิลิโคนเหลวนั้นเมื่อฉีดเข้าไปแล้วมันมีโอกาสย้อยและไหลไปในส่วนต่างๆ ภายใต้ผิวหนังได้ โดยไม่ถูกย่อยสลาย และในระยะยาวๆ ก็จะเกิดการอักเสบได้ ซึ่งในบางคนอาจเกิดผิวแดง ผิวแข็งๆ หรือบางครั้งก็แตกทะลักออกนอกผิวหนังได้เหมือนกัน ทั้งเจ็บ ทั้งปวด ทรมานสุดๆ การแก้ไขก็ต้องตัดเอากล้ามเนื้อและเอาสารซิลิโคนเหลวออก ต้องขูดกันให้ราบเรียบเลย  ทำให้เกิดผลที่ตามาคือ คางเหี่ยว ปากเบี้ยว ปากเอียง ตอนนี้ล่ะหมดสวยหมดหล่อกันไปตลอดชีวิตเลย นอกจากนี้ยังมีสารชนิดอื่นๆ ที่มีการนำมาฉีดเสริมคางกัน แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องพึงระลึกไว้ คือ เมื่อฉีดเข้าไปแล้วหากไม่ต้องการแล้วจะเอาสารนั้นออกได้อย่างไร ในกรณีที่มันสามารถย่อยสลายไปได้เองก็ไม่เป็นไร รอไปหน่อยร่างกายก็จะย่อยสลายสารพวกนี้เองได้ อาจจะภายใน 2-3 ปี คางเก่าของคนไข้ก็จะกลับคืนมาเหมือนเดิมได้ แต่ต้องทำใจเย็นๆ ไม่มีอะไรเสียหาย แต่ถ้าเป็นสารที่คงอยู่ตลอดชีวิตนั้น ใครจะใช้ก็ต้องใคร่ครวญให้ดีว่า เพราะหากเกิดอะไรขึ้นมาก็จะงานเข้าทีเดียว

ความเสี่ยงหรือภาวะแทรกซ้อนจากการเสริมคาง

ปัญหาที่อาจพบได้บ่อย คือ

รอยฟกช้ำ

การขยับเขยื้อนของวัสดุเสริมคาง

อาการบวม

ความเสียหายทีี่เกิดกับฟัน

การสูญเสียความรู้สึกรวมทั้งผลข้างเคียงประเภทที่นานๆ จะพบได้ ได้แก่

การเกิดลิ่มเลือด

การติดเชื้อ ซึ่งทำให้บางครั้งถึงกับต้องทำการถอนวัสดุเสริมออกไป

อาการปวดที่ไม่ยอมทุเลา

อาการช้าหรือความเปลี่ยนแปลงอื่นๆในเรื่องความรู้สึกทางผิวหนัง ถึงแม้ว่าคนไข้ส่วนใหญ่จะพอใจกับผลที่ได้หลังผ่าตัด แต่ในรายที่ผลกลับออกมาไม่ดีอาจจำเป็นต้องทำศัลยกรรมเพิ่มเติม เช่น เกิดรอยแผลที่ไม่ยอมสมาน เกิดรอยแผลเป็น แผลไม่เท่ากัน

เกิดของเหลวไปรวมตัวกันใต้ผิวหนัง

เกิดผิวหนังไม่สม่ำเสมอ หรือ contour และคนไข้ควรทราบด้วยไว้ด้วยว่า สารนิโคตินจากการสูบหรี่อาจทำให้แผล

หายช้า

การฟื้นตัวหลังการทำศัลยกรรมเสริมคาง

คนไข้จะรู้สึกไม่สบายตัวและปวด ซึ่งอาจใช้ยาช่วยบรรเทาได้

คนไข้อาจรู้สึกว่าชาที่คางนานถึง 3 เดือนได้ และอาจรู้สึกว่าตึงๆ   รอบๆ คางประมาณถึง 1 สัปดาห์ได้ อาการบวมส่วนใหญ่จะหายภายใน 6 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับขั้นตอนของการทำศัลยกรรมที่คนไข้ได้รับ

คนไข้อาจต้องควบคุมอาหารเป็นประเภทอาหารอ่อนหรืออาหารเหลวประมาณ 1 ถึง 2 วัน

คนไข้จะแกะพลาสเตอร์ออกได้ภายใน 1 สัปดาห์หลังผ่าตัด และอาจต้องสวมเครื่องเหนี่ยวรั้งคางเวลานอนหลับไว้นาน 4-6 สัปดาห์

คนไข้สามารถกลับไปทำกิจกรรมเบาๆ ได้เลยหลังทำศัลยกรรม และควรจะสามารถกลับไปทำการงานและกิจกรรมอื่นๆตามปกติได้ภายใน 7-10 วัน โดยฟังคำแนะนำของแพทย์หรือพยาบาลในรายละเอียดอีกที

การคาดคะเนอาการ

ถ้าเป็นการผ่าตัดใต้แนวคาง แผลเป็นก็จะไม่เป็นที่สังเกตเห็น วัสดุเสริมที่ใช้ส่วนใหญ่จะคงทนไปตลอดชีวิต อย่างไรก็ตาม วัสดุประเภทที่ทำจากกระดูกหรือเนื้อเยื่อไขมันจากร่างกายของคนไข้เองในบางครั้งอาจถูกดูดกลืนกลับไปได้ เพราะคนไข้จะมีอาการบวมภายในช่องปากนานนับเดือน คนไข้ก็จะยังไม่สามารถเห็นรูปลักษณ์ของคางและขากรรไกรตัวเองได้ไป 3-4 เดือน แต่ยังไงก็ตามแต่หลังจากเสริมคางเสร็จสมอารมณ์หมายไปแล้ว วันๆ อย่าเอาแต่นั่งลูบคางด้วยความดีใจเสียล่ะ เพราะหากเกิดคางเอียงขึ้นมา ซึ่งอาการนี้น่าเป็นห่วงกว่าพวกที่ไปฉีดซิลิโคนเหลวมาแล้วเกิดคางย้อยคางห้อยเสียอีก อย่างนี้เห็นทีต้องกลับไปให้หมอผ่าแก้กันใหม่ โดนกันไปหลายรายแล้วนะจะบอกให้

EXPERT SAYS :

นพ.ชาติชาย พฤกษาพงษ์

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมตกแต่งและเลเซอร์ผิวพรรณ

ประจำ Absolute Beauty Clinic

ชายหรือหญิงจะหล่อหรือสวยก็อยู่ที่โครงหน้ามีความสมดุลของอวัยวะต่างๆ คางถือเป็นจุดรวมสายตาบนใบหน้าและอยู่ปลายสุดของใบหน้า มองตรงๆ อาจยังไม่เด่นเท่าเวลามองจากด้านข้างๆ หรือทำมุม 45 องศา ถ้าปรับโครงสร้างตรงคางนี้ได้ ก็จะช่วยทำให้โครงสร้างใบหน้าดูดีขึ้นได้ การใช้เพียงเลเซอร์หรือฉีดโบท็อกซ์นั้น ถือเป็นการจัดการใบหน้าระดับผิวหนัง แต่การทำศัลยกรรมเสริมคางนั้นถือว่าจัดการลงลึกไปถึงโครงหน้าระดับกระดูก ซึ่งจะให้ผลที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนกระแสนิยมการเสริมคางที่เกิดขึ้นในอเมริกานั้น ยอมรับว่าเป็นอิทธิพลจากการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของผู้คนในสมัยนี้ที่ต้องใช้รูปถ่ายตัวเองไปติดอยู่ตามที่ต่างๆ ในโลกออนไลน์ และต้องการให้ภาพของตัวเองออกมาดูดี เรื่องผิวนั้นอาจใช้โฟโต้ช็อปเข้าไปแก้ไขในรูปได้ แต่ไปแก้ไขโครงหน้าอย่่างที่คางไม่ได้ คนเขาเลยหันมานิยมเสริมคางกันอย่างที่เห็น ส่วนคนเอเชียเรานั้นคางก็สั้น จมูกก็ไม่โด่งและส่วนใหญ่มักเริ่มด้วยการทำจมูกนำไปแล้ว เพราะมันไม่ยุ่งยาก คาดว่าการเสริมคางน่าตามมาเป็นอันดับ 2 ของการทำศัลยกรรม แล้วในอนาคตทั้งสองอย่างนี้น่าจะสูสีกันในแง่ความนิยมในเรื่องการปรับโครงหน้า แต่อย่าลืมว่าการศัลยกรรมเสริมคางจะทำได้เฉพาะที่ระดับโรงพยาบาลเท่านั้น ที่ผ่านมาจึงมีคนไข้ตกเป็นเหยื่อของการฉีดสารอันตรายเพื่อเสริมคางตามคำชวนเชื่อของคลินิกบางแห่งจนเกิดปัญหาตามมาดังที่ทราบๆ กัน