Cosmetic Exclusive

Harmonic Scalpel

แก้ปัญหาเรื่องเหงื่อและกลิ่นตัว ด้วยการผ่าตัด (ต่อมเหงื่อ)Exclusive-38_open

หลายต่อหลายคนที่ปัญหาเหงื่อออกมากผิดปกติจนสร้างความรำคาญ บางคนทำให้เกิดปัญหาในการดำเนินชีวิตประจำวันหรือในการทำงาน และส่วนใหญ่ทำให้เกิดปัญหากลิ่นตัวอันไม่พึงปรารถนาตามมา จนถึงขั้นขาดความมั่นใจไปเลยก็มี ฉบับนี้มาพบวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่จะนำมาใช้ในการกำจัดปัญหาเรื่องเหงื่อที่หลายคนคาดไม่ถึง จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ..นพ.โชคชัย สุวรรณกิจบริหาร ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ภาวะเหงื่อออกมากกว่าปกติ Hyperhidrosis แบ่งได้เป็น 2 ประเภทได้แก่

1.แบบที่รู้สาเหตุ ซึ่งพบได้ประมาณ 10% ซึ่งเป็นอาการผลข้างเคียงมาจากโรคต่างๆ เช่น

ในผู้หญิงที่มีภาวะวัยหมดประจำเดือนอาจอาการมีวูบวาบๆ ตอนกลางคืน

เป็นโรคเบาหวานมีน้ำตาลในเลือดสูง

ต่อมไทรอยด์ทำงานมากผิดปกติ เช่น กินอาหารเข้าไปมากแต่ร่างกายผอมลง

เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือเป็นวัณโรค ฯลฯ ซึ่งมักพบว่าคนที่เป็นโรคหรือมีอาการเหล่านี้จะมีเหงื่อออกมากผิดปกติได้เช่นกัน

2.แบบที่ไม่รู้สาเหตุ ซึ่งพบได้ประมาณ 90% คนส่วนใหญ่มักยอมรับได้ในระดับที่ไม่มีเหงื่อออกมากเกินไปนัก แต่มักได้รับผลกระทบอย่างอื่นเช่นเกิดภาวการณ์สูญเสียน้ำและเกลือที่ออกมาจากเหงื่อ หรือหากเป็นคนที่มีเหงื่อออกมากในบริเวณอับชื้น เช่นบริเวณเท้าหรือรักแร้ สิ่งที่ตามมาคือ กลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียบริเวณผิวหนังหรือต่อมเหงื่อที่ทำปฏิกิริยากับความชื้นทำให้เกิดการหมักหมม  จนเกรงใจไม่อยากให้ใครมาเดินอยู่ใต้ลมเลยทีเดียว

สำหรับคนที่มีเหงื่อออกมากบริเวณหน้า หรือฝ่ามือ เช่นหยดลงพื้นติ๋งๆ เลย ค่อนข้างลำบาก เพราะจะทำให้ความมั่นใจในการเข้าสังคมเสียไป เช่น พอจะจับมือทักทายกับใครก็ต้องเอามือเช็ดเสื้อผ้าก่อนทำให้เสียบุคลิก หรือบางคนกระทบกับงานที่ทำอยู่ เช่นคนไข้ที่เป็นนักบิน ขับเครื่องบินแทบไม่ได้เลยเพราะเหงื่อออกเต็มถุงมือตลอดเวลา รวมถึงบางคนทำงานด้านไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ หรือทำงานกับกระดาษไม่ได้เลยเพราะมือเปียกตลอดเวลา เป็นต้น

ทั้งนี้การรักษาโรคภาวะเหงื่อออกมากผิดปกตินี้ หากรู้สาเหตุก็ไปรักษาที่ต้นเหตุได้ แต่ถ้าไม่รู้สาเหตุแล้วเกิดผลกระทบต่อชีวิตประจำวันดังที่กล่าวมาแล้ว ก็สามารถรักษาให้หายได้เช่นกัน ซึ่งการรักษามีหลายแบบดังนี้

1.ทายา

บางคนเป็นน้อยแค่เหงื่อออกที่มือ ก็จะแนะนำให้ทายาในกลุ่มสารส้มอลูมิเนียมทาเคลือบไว้ (สารส้มตัวเดียวกับที่โบราณใช้ระงับกลิ่นเหงื่อบริเวณรักแร้)

2.กินยา

เนื่องจากภาวะต่อมเหงื่อผิดปกตินี้เกิดจากการทำงานของระบบประสาทที่มากกว่าผิดปกติ จึงต้องใช้ยาที่มีผลต่อระบบประสาทซึ่งเป็นยาด้านจิตเวช รักษาโดยจิตแพทย์ แต่ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ต่อสมองเพื่อระงับการทำงานของเส้นประสาทคนไข้ส่วนใหญ่จะทนไม่ได้เพราะมีผลข้างเคียงค่อนข้างมาก เช่น มีตาพร่า ปากแห้ง คอแห้ง ท้องผูก ใจสั่น

3.ฉีดโบท็อกซ์

เพื่อเข้าไประงับการทำงานของเส้นประสาท (คล้ายกับการฉีดลดรอยเหี่ยวย่น หรือตีนกา) เส้นประสาทก็จะถูกบล็อกการทำงานชั่วคราวประมาณ 3-8 เดือน พอครบระยะเมื่อโบท็อกซ์สูญสลายไปก็จะกลับมาเป็นใหม่ สำหรับวิธีนี้คนไข้จะค่อนข้างเจ็บตัว เนื่องจากต้องฉีดที่นิ้ว (ข้อหนึ่งประมาณ 4 จุด)

4.ผลักยาเข้ามือ

โดยเอามือแช่น้ำที่มียาผสมอยู่แล้วใช้กระแสไฟอ่อนๆ ช่วยผลักตัวยาเข้าไป

5.ผ่าตัดแบบ Destructive Surgery

คือการผ่าตัดต่อมเหงื่อบริเวณนั้นออกไปเลย ซึ่งต้องตัดออกเยอะและกว้างพอ เนื่องจากต่อมเหงื่ออยู่ติดกับผิวหนังและไขมัน ทำให้มีโอกาสติดเชื้อง่ายและมีผลทำให้รูปร่างบริเวณนั้นเสียไปสำหรับข้อที่ 1-4 นี้เป็นการรักษาแบบชั่วคราวและเป็นการรักษาที่ปลายเหตุทั้งสิ้น ปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยีการผ่าตัดเพื่อแก้ไขปัญหาเหงื่อออกมากโดยใช้วิธี ผ่าตัดระงับการทำงานเส้นประสาทในช่องอก หรือ Endoscopic Thoracic Sympathectomy (ETS) โดยมุ่งไปที่สาเหตุที่แท้จริง เพราะการที่มีเหงื่อออกนั้นเกิดจากเส้นประสาทในสมองสั่งการผ่านคอลงมาในช่องอก แล้วส่งต่อให้แขนงเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงตามอวัยวะต่างๆ เช่นหัวไหล่ แขน มือ ลำตัว ขา และเท้า การบล็อกเส้นประสาทที่ควบคุมการหลั่งเหงื่อ โดยใช้วิธีผ่าตัดส่องกล้องเข้าไปในช่องอกนี้ เพื่อระงับการทำงานของระบบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic Nervous System) นั่นเอง ในสมัยก่อนไม่มีกล้องส่องก็ใช้วิธีเปิดผ่าตัดแผลทั้ง 2 ข้าง ซ้ายขวา ประมาณ 1 คืบ โดยใช้มีดตัดซึ่งแผลจะกว้างมาก ต่อมามีวิวัฒนาด้านการแพทย์มากขึ้น สามารถส่องกล้องเข้าไปเพื่อหาเส้นประสาท (แผลผ่าตัดจะมีขนาดเล็กเพียง 0.5 เซ็นติเมตร) แล้วใช้เครื่องมือไปบล็อกการทำงานโดยใช้ไฟฟ้าเข้าไปจี้เผาทำลายเส้นประสาทนั้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ ไฟฟ้าจะวิ่งเข้าไปตามเส้นประสาททำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้ รวมทั้งไม่สามารถควบคุมได้ว่าจะให้ไหม้ได้แค่ไหนและไม่สามารถควบคุมพื้นที่ที่จะบล็อกได้ชัดเจน ปัจจุบันเลิกใช้วิธีผ่าตัดแบบนี้ไปแล้ว

การผ่าตัดแบบทันสมัยด้วย Harmonic Scalpel

มีลักษณะเป็นปากคีบเล็กๆ ที่จะสอดเข้าไปหนีบเส้นประสาท พร้อมปล่อยคลื่นเสียงให้วิ่งในแนวดิ่งระหว่างปากคีบ ส่งผลให้เส้นประสาทบริเวณนี้ถูกบล็อกการทำงานไปตลอด ข้อดีคือ สามารถกำหนดบริเวณเส้นประสาทที่ต้องการบล็อกได้ โดยสามารถทดสอบระหว่างผ่าตัดว่าบล็อกได้หรือไม่โดยใช้ตัววัดอุณหภูมิที่มือ เพราะเนื่องจากว่าเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงต่อมเหงื่อนั้นจะไปเลี้ยงเส้นเลือดด้วย เมื่อเส้นประสาทถูกบล็อกเส้นเลือดจะขยายตัวมือก็จะอุ่นขึ้น แต่จะมีอาการเพียงชั่วคราวเท่านั้น ร่างกายจะปรับได้เองหลังจากการผ่าตัด

ขั้นตอนการผ่าตัด

1.ตรวจเช็คโรคประจำตัวที่อาจเป็นสาเหตุของโรคภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติ โดยการเจาะเลือด เอ็กซ์เรย์ปอด วัดระดับน้ำตาลในเลือด ตรวจไทรอยด์ เพื่อตรวจร่างกายขั้นต้น

2.งดน้ำ อาหาร หลังเที่ยงคืน เพื่อเตรียมเข้ารับการผ่าตัดในตอนเช้าเมื่อเข้าห้องผ่าตัดแล้วดมยาสลบ แพทย์จะส่องกล้องไปตรวจดูเส้นประสาทว่ามีกี่เส้น (บางกรณีพบว่าคนไข้มีมากกว่า 1 เส้น) เมื่อพบแล้วก็บล็อกโดยใช้เครื่องมือ Harmonic Scalpel หรือ เครื่องจี้ด้วยความถี่สูง เพื่อบล็อกการทำงานเส้นประสาทบริเวณนั้นทั้ง 2 ข้าง เมื่อคนไข้ฟื้นขึ้นมาก็จะมีแผลประมาณครึ่งเซนติเมตรที่ด้านซ้ายและขวา (แผลหนึ่งเกิดจากการส่องกล้อง อีกแผลหนึ่งเกิดจากสอดเครื่องมือเข้าไปบล็อก)

3.พักฟื้นที่โรงพยาบาล 1 วัน หรือบางคนไม่อยากนอนโรงพยาบาลก็สามารถกลับเย็นวันนั้นได้เลย

ผลการรักษา

ส่วนใหญ่หลังการผ่าตัดพบว่า กว่า 90% มือแห้งเลยจากที่เคยเปียกจนน้ำหยด ส่วนที่รักแร้แห้งขึ้นประมาณ 80% ที่เท้าจากที่เดินแล้วเคยลื่นกลับแห้งขึ้นประมาณ 60-70%

ผลข้างเคียง

ในบางคนจะมีเหงื่อออกมากบริเวณอื่นแทนเช่น หลัง ขา ซึ่งเป็นปฏิกิริยาปกติของร่างกาย เพราะร่างกายต้องระบายความร้อน ดังนั้นจะให้แห้งสนิทเลยไม่ได้ ต้องมีเหงื่อออกบ้าง

ข้อดี ผ่าตัดครั้งเดียว คนไข้มากกว่า 90% ไม่กลับมาแสดงอาการเหงื่อออกมากอีกเลย

ข้อเสีย มีแผลเป็น

ค่าใช้จ่าย ประมาณ 100,000 บาทขึ้นไป   

EXPERT SAYS:

..นพ.โชคชัย สุวรรณกิจบริหาร

ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคเหงื่อออกมากผิดปกติหรือไม่นั้น สำหรับคนไทยค่อนข้างยากเพราะอยู่เมืองร้อนก็ควรหมั่นสังเกตตัวเองเช่น ทำงานอยู่ในห้องแอร์ก็ยังเหงื่อออก ตื่นเต้นตกใจนิดหนึ่งก็มีเหงื่อออกจำนวนมาก ใส่รองเท้าแตะเดินทีไรมีเหงื่อออกมากทำให้ลื่นตลอด หรือผู้หญิงบางคนมีเหงื่อออกใต้รักแร้เยอะจนบางทีเห็นเป็นคราบ อย่างนี้เป็นต้น เมื่อพบว่าตนเองเป็นโรคภาวะที่มีเหงื่อออกมากผิดปกติแล้ว ก็ต้องดูว่ามีผลกระทบต่อการมีชีวิตประจำวันหรือไม่ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องรักษา  แต่ถ้าไม่ไหวเพราะอยู่ในสังคมลำบาก เช่นพอตื่นเต้น ตกใจ กินอาหารมีรสจัด อุณหภูมิเปลี่ยน ก็มีเหงื่อออกมาก นอกจากเรื่องกลิ่นตัวแล้วบางทีเชื้อโรคย้อนเข้ามาทางผิวหนังก็ทำให้เกิดการอักเสบได้ ถ้าเกิดปัญหาเหล่านี้ก็สามารถเข้ามารับคำปรึกษาได้โดยไม่จำเป็นต้องรักษาที่นี่ก็ได้ อย่างน้อยก็เพื่อทราบข้อมูลของโรค ทราบแนวทางการรักษาว่ามีอะไรบ้าง โดยอาจจะศึกษาดูสัก 2-3 ที่ หลังจากนั้นจึงค่อยตัดสินใจ อีกทั้งภาวะนี้ถือเป็นโรคที่สามารถเบิกประกันสุขภาพที่คุ้มครองเรื่องการรักษาได้ด้วยครับ