Cosmetic Body & Weight

ต้นตอความอ้วน มาจากการสวาปามอะไรกันแน่!

Body-&-Weight40_open

นี่ เธอๆ ดูผู้ชายคนนั้นซิหน้าหล้อ หล่อนะ แต่ดูพุงซิ พะโล้มาเชียว…..!  เฮ้อ….ประโยคเหล่านี้คงทรมาณใจคนอ้วนมากซินะ แล้วคุณเคยรู้บ้างมั้ย ว่า สาเหตุอะไรกันแน่ที่ทำให้ความอ้วน เข้ามาสิงสู่หลอกหลอนร่างกายของเขา และ เธอ ข้อมูลจากวิกิพิเดีย บอกว่า แคลอรี่ คือ หน่วยวัดพลังงานที่ร่างกายใช้ในการเผาผลาญในกิจกรรมต่างๆ แคลอรี่ สร้างจากไขมัน คาร์โบไฮเดรต โปรตีน จากอาหารที่เราหม่ำเข้าไปในแต่ละวัน นั่นหมายความว่า ยิ่งแคลอรี่สูงเท่าไหร่ ความอ้วนพะโล้ก็จะมาเยือนท่านมากเท่านั้น ทว่าคำกล่าวที่ว่าแคลอรี่ คือ พลังงาน” (a

calorie is a calorie) มีความหมายยิ่ง เพราะหากเรามัวแต่หลงระเริงกินไม่บันยะบันยัง ไอ้นั่นก็อร่อย ไอ้นี่ก็อร่อย ตักจ้วงขาหมูไม่ยั้งแคลอรี่หรือพลังงานที่เราเขมือบเข้าไปในแต่ละวันที่มากจนเกินไปจะไม่เผาผลาญ ทำให้ก่อเกิดการสะสมจนอ้วนเผละ มิหนำซ้ำกินปุ้บ นอนปั้บ ไม่ได้ใช้พลังงานแม้แต่นิด!

เรามีหุ่นที่พะโล้เพราะได้รับปริมาณแคลอรี่ที่มากจนเกินไป

ได้แต่กินแต่ไม่เอาออก คือกินเพิ่มแคลอรี่แต่ไม่ใช้ยอมเผาผลาญพลังงานบ้างเลย หากนึกภาพไม่ออก คุณลองนึกถึงหมูที่ถูกขุนให้อ้วนอยู่ในคอกสี่เหลี่ยมเล็กจิ๋ว วันๆได้แต่กินแต่หมูเหล่านั้นไม่เคยได้ออกกำลังกายให้พลังงานเผาผลาญ จึงมีสภาพหมูตอนเยี่ยงนั้น! อืม……แต่การลดความอ้วนมันยากยิ่งเสียกว่าการเพิ่มความอ้วนซะอีก มิฉะนั้น โฆษณาลดความอ้วน หรือศูนย์ลดความอ้วนคงไม่ผุดขึ้นราวดอกเห็ด รวมทั้งผลิตภัณฑ์ทั้งหลาย คงไม่แพร่หลายขายเกลื่อนเมืองซะขนาดนั้นหรอก ตกลง ว่ากันตามข้อเท็จจริง เรา อ้วน เพราะ มีแคลอรีที่มากเกินไปจริงหรือ…… วารสารสมาคมเวชกรรม ตีพิมพ์ผลการทดลองด้านการรักษา โดย ดร.เดวิท ลูดวิค แห่งโรงพยาบาลเด็กบอสตัน เรื่องการศึกษาเพื่อการทดลองลดน้ำหนัก ด้วยประเด็นเราควรกินอะไรเพื่อรักษาน้ำหนักต่อข้อสงสัยที่ว่า จริงๆ แล้วอะไรคือสาเหตุของความอ้วน? ทำไมเราถึงอ้วน? อืมเป็นเพราะแคลอรี่มากเกินไป? เอ๊ะ! หรืออ้วนเพราะสาเหตุอื่นนะ

เมื่อปี 1878 โดย แม็กซ์ รับเนอร์ นักโภชนาการเยอรมัน ได้ก่อตั้งกฎที่เขาเรียกว่ากฎไอโซไดนามิคกฎนี้ได้ถูกนำมาใช้กับสาเหตุของความอ้วนในต้นยุค 1900 โดยชาวเยอรมันอีกคน นามว่า คาร์ล วอน นูร์เด้น (Carl Von Noorden)  ทฤษฎีของเขา ชี้ว่า ความอ้วน คือ ปริมาณพลังงานเข้าลบปริมาณพลังงานออก และทฤษฎีต่อมา คือ พลังงานที่เก็บสะสมไว้มากจะทำให้อ้วน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคนด้วยทฤษฎีเหล่านี้แหล่ะเป็นประเด็นสำคัญแห่งข้อโต้แย้งตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาปัญหาของความอ้วนคือการที่พลังงานเข้าสู่ร่างกายแล้วถูกแปรเป็นไขมันที่ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ หรือเป็นคุณค่าทางอาหารได้เลยแม้แต่น้อย แต่ปัจจุบันคาร์โบไฮเดรตน่ากลัวที่จะทำให้อ้วนมากที่สุด การลดคาร์โบไฮเดรตในอาหาร หรือการลดแป้งเพื่อไม่ให้อ้วนจึงกลายมาเป็นข้อคลางแคลงใจ ว่าคาร์โบไฮเดรตทำให้อ้วนจริงรึ! โดยเฉพาะคาร์โบไฮเดรตที่สามารถย่อยได้ง่าย หรือบรรดาอาหารที่เรียกว่า high glycemic index และน้ำตาลกระทั่งในปี 1960 ได้ทำการวิเคราะห์คาร์โบไฮเดรตอย่างจริงจังราวกับเป็นผู้ต้องสงสัยว่า แกทำให้ชั้นอ้วนนะ เจ้าคาร์โบไฮเดรต เพราะผู้หญิงทุกคนฟันธงโช๊ะเป็นเสียงเดียวกันเลย ว่าคาร์โบไฮเดรตนี่แหล่ะเป็นสารที่ทำให้อ้วน หุ่นเสีย วันๆ จึงไม่แตะข้าวเลย กินแต่กับเช่นเดียวกับ 2 นักควบคุมน้ำหนัก ที่ได้เขียนบทความเชิงสนับสนุนในประโยคข้างต้นโดยพวกเขาฟันธงซ้ำพวกสาวๆ ว่าคาร์โบไฮเดรตจะกระตุ้นน้ำลายของฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งจะทำงานพร้อมกับจัดเก็บไขมันในเซลล์ไขมันของเราได้ นั่นทำให้เวลากินคาร์โบไฮเดรตจึงรู้สึกหิว และกระตุ้นความ need อาหารมากขึ้น เวลาเปลี่ยน ความเชื่อเรื่องคาร์โบไฮเดรตทำให้อ้วนเริ่มเลือนราง! เมื่อผลวิจัยออกมาขัดแย้งแบบล้มโครม! ความอ้วนกำลังกลายมาเป็นเรื่องเกี่ยวกับพลังงานซะงั้น! “ใน 1 กรัม คาร์โบไฮเดรตจะมีพลังงานน้อยกว่าไขมันครึ่งหนึ่งการลดน้ำหนักที่ดีนั้นไม่ได้หมายความว่า ลดเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่การลดน้ำหนักนั้นเพื่อสุขภาพ ร่างกายที่แข็งแรง และสุขภาพหัวใจด้วย การกินอาหารไขมันต่ำ ลดอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง เป็นการคาดหวังว่า พวกเขาจะผอมเพรียว หุ่นสะโอดสะองได้ แถมโรคไม่ถามหาด้วย!

การอดอาหารเพื่อลดความอ้วน เป็นวิธีที่ผิดอย่างมหันต์!

การลดความอ้วนด้วยวิธีอดอาหารนั้น แม้ว่าพวกเขาลดน้ำหนักได้ถึง 10–15% ทว่า การอดอาหารลดอ้วนนั้น มีปฏิกิริยาตอบสนองคืนกลับมาที่ไวมากเว่อร์ หรือ เรียกตามภาษาชาวบ้านว่าโยโย้หรือ บูมเมอแรงขว้างยิ่งแรงยิ่งกลับมาเร็ว แม้การอดอาหารจะสามารถลดน้ำหนักตัวได้ไว แต่ผลร้ายมากกว่านั้นคือ น้ำหนักก็คืนกลับมาไวเช่นกัน นั่นเท่ากับว่าอ้วนเท่าเดิมเป๊ะ! แถมหิวโซราวผีปอบเข้าสิงมากกว่าเดิมอีกต่างหากเพราะการลดพลังงานหรืออดอาหารอย่างรีบเร่ง จะทำให้พลังงานถูกเผาไหม้ได้เพียงน้อยนิด แถม น้อยกว่าคนที่ลดน้ำหนักตามแบบธรรมชาติซะอีก เพราะพวกเขาต้องต่อสู้กับความหิวความโหยอย่างต่อเนื่องเพื่อพิชิตความอ้วนให้ได้นั่นเอง การสูญเสียน้ำหนักมากเกินไปเป็นสาเหตุให้การปรับอัตราการเผาผลาญ (metabolic adaptations) ได้ไม่ดีจึงทำให้คนที่ลดน้ำหนักแบบฮาร์ดคอร์อดอาหารแบบหักโหมส่วนใหญ่ไม่สามารถเลี่ยงภาวะน้ำหนักตัวกลับคืนมาได้

ทีมงานของดร.ลูดวิค ไม่รอช้า จึงได้ทำการวิจัยวัดปริมาณพลังงานผ่านหัวข้อเรื่องการลดน้ำหนักแบบการใช้พลังงานแบบรายวันการวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงปริมาณพลังงานที่พวกเขาทานได้เข้าไปในแต่ละวันและถูกใช้พลังงานไปในแต่ละวัน โดยถูกนำมาทดลองใช้กับ 3 วิธีการลดน้ำหนักที่แตกต่างกัน โดยแต่ละวิธีใช้เวลา 1 เดือนเท่ากันเป๊ะ! ผู้ได้

รับการทดลองจะได้รับพลังงานที่ทานเข้าไปอย่างเท่ากันทั้ง 3 วิธีการลดความอ้วนเพียงแต่ลักษณะของอาหารลดน้ำหนักที่หม่ำเข้าไปในแต่ละวันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่พลังงานที่ได้รับในแต่ละมื้อเท่ากัน

วิธีแรก คือใช้ อาหารลดน้ำหนักแบบไขมันต่ำ และคาร์โบไฮเดรตสูง อาหารจำพวกเมล็ดพืช ผัก และวิธีที่สอง คือใช้อาหารลดน้ำหนักแบบ low glycemic index คือ โปรตีนทุกชนิด ผักทุกชนิด และผลไม้ และอาหารลดน้ำหนักแบบ low glycemic index คือมีคาร์โบไฮเดรตรวมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และอาหารเหล่านี้เป็นจำพวกย่อยช้า พืชจำพวกถั่วต่างๆ และผักที่ไม่มีแป้ง และวิธีสุดท้าย คืออาหารลดน้ำหนักแบบที่ 3 คือ ประเภทแอทคิ้น (Atkins) คืออาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำมาก มีไขมัน และโปรตีนสูง

อ๊ะ! 1 เดือนผ่านไปเราลองมาดูกัน วิธีไหนจะเวิร์คสุด!

จากการสังเกตผล วิเคราะห์กันให้เห็นแบบ จะ จะ! “การบริโภคคาร์โบไฮเดรตเพียงเล็กน้อยนั้นน้ำหนักจะลดลงตามพลังงานที่ใช้ไปในแต่ละวันแต่ในอาหารลดน้ำหนักแบบวิธีสุดท้าย คือประเภทแอทคิ้น (Atkins) ที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำมาก แต่ไขมัน และโปรตีนสูงปรี๊ด จะไม่มีการเผาผลาญของพลังงานในการลดน้ำหนักเลยแม้แต่น้อย! แม้จะทำการลดน้ำหนักไปอย่างเต็มที่แต่ใช้พลังงานไปเพียง 100 แคลอรี่ต่อวันเท่านั้น! ทว่า ในอาหารลดน้ำหนักแบบที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำมาก ดร.ลูดวิค กล่าวว่า ได้มีการใช้พลังงานไปตั้ง 300 แคลอรี่ต่อวัน มากกว่าที่พวกเขาได้จากอาหารลดความอ้วนไขมันต่ำถึง 150 แคลอรี่ และมากกว่าอาหารลดความอ้วนประเภท low glycemic index เสียอีก

ตามที่ ดร.ลูดวิค ได้อธิบายไว้ ว่าเมื่อรับประทานอาหารลดความอ้วนประเภทไขมันต่ำ พวกเขาต้องเพิ่มกิจกรรมการออกกำลังกายแบบเข้มข้นถึงปานกลางอีกตั้ง 1 ชั่วโมงในแต่ละวัน เพื่อใช้พลังให้ได้มากกว่าการทานอาหารลดน้ำหนักแบบคาร์โบไฮเดรตต่ำมาก ในขณะเดียวกันการเผาผลาญปริมาณพลังงานแคลอรี่ที่เท่ากันด้วยการออกกำลังกายอาจทำให้พวกเขาเกิดความหิวมากขึ้นอีกด้วย ดังนั้น การลดน้ำหนักด้วยอาหารลดน้ำหนักแบบมีไขมันต่ำและมีคาร์โบไฮเดรตสูงจะทำได้ยากกว่า เหตุผลที่กล่าวเช่นนี้เนื่องจากไขมันและคาร์โบไฮเดรตมีผลต่อความอ้วนนั่นเอง และอีกหัวข้อที่ท้าทายในการวิจัย คือการลดน้ำหนักเกินพิกัด” (pre-obese) โดยร่างกายมีแต่ไขมัน

ไขมันเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายในฐานะที่เป็นแหล่งพลังงานสำคัญเช่นเดียวกับคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน โดยไขมันสามารถให้พลังงานได้มากถึง 9 กิโลแคลอรี่ต่อกรัมซึ่งมากกว่าคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน (ซึ่งให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี่ต่อกรัม) ร่างกายมนุษย์สะสมไขมันไว้ภายในเซลล์ไขมัน (adipose cell) แต่ก็สามารถพบไขมันบางส่วนในเลือดและเซลล์อื่นๆ ได้ด้วย การสะสมไขมันในร่างกายมิใช่เพื่อสร้างความอบอุ่นให้ร่างกายเท่านั้น แต่ยังช่วยรองรับและป้องกันอวัยวะภายในต่างๆ อีกด้วย โดยไม่ต้องสงสัยเลยว่า อะไรทำให้อ้วน ทว่า ยังไม่ได้มีการทำวิจัย ซึ่งต้องใช้เวลานาน 2–3 ปี หรืออาจกินไปถึง 10 ปี เลยก็เป็นได้ แต่หากจะให้วิเคราะห์กันคร่าวๆ เกี่ยวกับการ หนักเกินพิกัด (pre-obese) เราต้องมานั่งศึกษาเกี่ยวกับส่วนประกอบของสารโภชนาการของ

อาหารลดน้ำหนักที่สามารถเกิดไขมันได้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพลังงานแคลอรี่ที่ใช้ไป การทานคาร์โบไฮเดรตเพียงเล็กน้อยจะทำให้เรายังรักษาหุ่นสวยๆ ไว้ได้ แต่หากทานมากเกินไปก็จะทำให้เกิดความอ้วน และกลายเป็นไขมันในที่สุด

อ๊ะ! อย่าเครียดไป หากที่ผ่านมาเราลดน้ำหนักด้วยวีธีแบบผิดๆ เพราะเราสามารถลดน้ำหนักของได้อย่างปลอดภัยและลดได้จริง ตามที่ สมาคมหัวใจอเมริกัน (American Heart Association) ได้แนะนำไว้ว่าควรทานอาหารลดน้ำหนักที่มีไขมันต่ำ อาหารลดน้ำหนักที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง รวมทั้งเมล็ดพืช ผัก และผลไม้ด้าน ดร.ลูควิก ยังไม่หมดความพยายามในการเสนอวิธีลดน้ำหนัก เขากล่าวเพิ่มว่า การกินอาหารลดน้ำหนักนั้นควรปฏิบัติเป็นระยะเวลาที่ยาวนานมากกว่า 1 หนึ่งเดือน และต้องพิสูจน์อย่างต่อเนื่องแล้วคุณล่ะ! สรุปได้หรือยังว่า ตกลง อะไรกันแน่ที่ทำให้อ้วน”!