Cosmetic  Feature

Total Breast Reconstruction

เสริมเต้าใหม่เพื่อผู้หญิงที่ถูก “ตัดเต้า” จากมะเร็ง

Feature-45_open

มะเร็งเต้านมเป็นปัญหาสำคัญของผู้หญิงทั่วโลกและพบมากในผู้หญิงไทย โดยคนไข้ที่เป็นโรคมะเร็งเต้านมจำนวนหนึ่งต้องถูกตัดเต้านมออกไป ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจของผู้หญิงอย่างมาก แต่ด้วยเทคนิคด้านการศัลยกรรมความงามที่ก้าวหน้าในขณะนี้ สามารถช่วยเหลือคนไข้ที่ประสบกับปัญหา “เต้านม” ถูกตัดจากโรคมะเร็งได้ ซึ่งเหมือนกับการสร้างชีวิตใหม่ให้ผู้หญิงเลยทีเดียว…

สำหรับคนไข้ที่เป็นมะเร็งในระยะขั้นที่ 1 และ 2 เมื่อรักษาหายแล้วโอกาสกลับมาเป็นใหม่น้อย การทำศัลยกรรมเสริมหน้าอกจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เพื่อสร้างความมั่นใจให้คนไข้ เป็นการสร้างสรีระกลับมาให้ได้รูปดังเดิม ง่ายต่อการแต่งกาย แต่ด้วยเทคนิคการแพทย์สำหรับการรักษาโรคมะเร็งล้ำสมัยมากขึ้น จึงมีวิธีการรักษาให้คนไข้มีทางเลือกในการตัดสินใจร่วมกับแพทย์ นั่นคือหากคนไข้มีความประสงค์จะเสริมหน้าอกหลังจากผ่าตัด แพทย์สามารถทำให้ได้หลังจากผ่าตัดมะเร็งทันที คือเป็นการผ่าตัดครั้งเดียว เอามะเร็งออกแล้วเสริมเข้าไปได้เลย ซึ่งขึ้นกับระยะของโรคด้วย เพราะสมัยนี้วิธีการรักษาโรคมะเร็วก้าวหน้าไปมาก คนไข้ไม่จำเป็นต้องถูกตัดเต้านมออกหมดทุกราย หรือในรายที่จำเป็นต้องผ่าตัดเต้านมออกก็สามารถทำการผ่าตัดสร้างเสริมเต้านมด้วยการใช้เต้านมเทียมหรือการใช้เนื้อเยื่อของตัวคนไข้เอง

ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดมะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านมนับว่ายังไม่มีสาเหตุของการเกิดโรคที่แน่ชัด อาจเกิดจากพันธุกรรม การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การรับประทานอาหารไขมันสูง สภาพแวดล้อม การได้รับรังสีในปริมาณมากกว่าปกติ ขาดการออกกำลังกาย สตรีหมดประจำเดือนแล้ว และมีน้ำหนักมากก็อยู่ในกลุ่มเสี่ยง แต่อย่างไรก็ตามโรคมะเร็งเต้านมนั้นเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆ ของผู้หญิงทั่วโลก เพราะเมื่อผู้หญิงเริ่มมีหน้าอกขึ้นมา ก็จะมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งเต้านมได้ทุกคน ส่วนใหญ่ก็จะเริ่มเป็นในผู้หญิงที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้หญิงที่ไม่ได้แต่งงาน เมื่อตรวจพบก้อนเนื้อในเต้านมแล้ว ก็จะมีการตรวจด้วยแมมโมแกรม (Mammogram) และตรวจชิ้นเนื้อเพื่อความแน่ใจว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ อยู่ในระยะใด ลุกลามที่บริเวณอื่นๆแล้วหรือยัง และทำการรักษาตามขั้นตอนต่อไป

รักษามะเร็งเต้านมโดยคำนึงถึงความสวยงาม

แม้ว่าเดี๋ยวนี้การรักษามะเร็งเต้านมค่อนข้างทันสมัยมากขึ้น ไม่รุนแรงเท่าสมัยก่อนที่ต้องตัดเต้านมทิ้งทั้งหมด เพราะมีวิธีการรักษาที่เป็นการเก็บเต้านมไว้ได้บ้าง แต่การผ่าตัดก็อาจทำให้เต้านมทั้งสองข้างไม่เท่ากันได้เช่นกัน อีกทั้งเมื่อผู้หญิงถูกตัดเต้านมไป แน่นอนว่าข้างที่ถูกตัดก็จะเสียรูปร่างไปด้วย โดยในรายที่เป็นมากๆ ก็อาจจะโดนตัดไปทั้งกล้ามเนื้อ ถึงผนังหน้าอกจนแบนราบติดซี่โครง หรือรวมไปถึงการสูญเสียปานนมจากการผ่าตัดไปด้วยก็เป็นได้ ยิ่งจะทำให้เกิดความไม่น่าดู ซึ่งเป็นการทำลายความมั่นใจและความทุกข์ทรมานทางด้านจิตใจให้กับผู้หญิงเพราะ “หน้าอก” ที่เป็นสัญลักษณ์ทางเพศหญิงหายไป จนคล้ายเป็นความพิการ

หลักการผ่าตัดและรักษา มีอยู่ 3 แนวทาง คือ

1. การรักษาผ่าตัดมะเร็งเต้านมออกแล้วเสริมทันที(Simultaneous breast reconstruction) การรักษาวิธีนี้สำหรับมะเร็งที่ไม่กระจายและไม่มีความจำเป็นในการรักษาด้วยการฉายแสง เมื่อตัดเนื้อส่วนที่เป็นมะเร็งออกแล้ว เพื่อไม่ให้มีการเสียรูปทรงของหน้าอก จึงทำการเสริมหน้าอกส่วนที่หายไปพร้อมกัน

2. การผ่าตัดมะเร็งเต้านมออกแล้ว ทำการแก้ไขเพื่อเสริมหน้าอกเป็นระยะๆ (Staged breast reconstruction) คนไข้ประเภทนี้เป็นระยะที่ต้องมีการรักษาต่อด้วยการฉายแสง ภายหลังจากการผ่าตัดมะเร็งออกแล้ว โดยที่ไม่ต้องตัดหนังที่หุ้มเต้านมออก เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ผิวหนังหด แพทย์จะใส่ตัวขยายผิวหนังกันไว้ (Tissue expander) เมื่อสิ้นสุดการฉายแสงแล้วก็จะได้ทำการเสริมหน้าอกต่อได้ทันที

3. เสริมหน้าอกหลังจากรักษามะเร็งจนเสร็จสิ้นก่อน (Delayed breast reconstruction) เป็นการรอจนกระทั่งการรักษาทุกอย่างดีขึ้น เซลล์มะเร็งนิ่งไม่ลุกลามต่อสามารถควบคุมได้ดีแล้วจึงมาทำการแก้ไข และหลังจากที่คนไข้ทำการรักษาเรียบร้อยแล้ว แผลหรือผิวหนังด้านนอกดีพอสมควร พร้อมที่จะรับการรักษาแก้ไขได้แล้ว จึงทำการรักษาแก้ไขโดยการเสริมหน้าอกอีกครั้งหนึ่ง โดยใช้เทคนิควิธีที่เหมาะสมในคนไข้แต่ละราย

ย้ายเนื้อเยื่อเพื่อสร้าง “เต้า” ใหม่

การย้ายเนื้อเยื่อจากบริเวณอื่นของร่างกาย (Free Flap) เนื้อเยื่อที่นิยมได้แก่ กล้ามเนื้อหน้าท้อง (TRAM flap) และกล้ามเนื้อที่หลัง (LD flap) พร้อมทั้งเส้นประสาทและหลอดเลือด แล้วมาสร้างเป็นเต้านมใหม่ขึ้นมา  วิธีการนี้จำเป็นต้องทำโดยศัลยแพทย์ตกแต่งที่มีความเชี่ยวชาญจริงๆ เนื่องจากเป็นวิธีการรักษาที่ยุ่งยาก จึงทำให้ต้องอาศัยทักษะความชำนาญของแพทย์ค่อนข้างสูง อีกทั้งบริเวณที่นำเอาเนื้อเยื่อมาก็จะเกิดเป็นบาดแผลอีกที่หนึ่งด้วย ซึ่งต้องใช้เวลาดูแลค่อนข้างนาน หากเลือกใช้กล้ามเนื้อหน้าท้อง (TRAM flap) จะมีวิธีการคือ ใช้แผ่นผิวหนังและไขมันหน้าท้องขึ้นมาสร้างเต้านมให้เหมือนจริง จึงเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยลดไขมันหน้าท้องให้กับผู้หญิงได้ มีสีผิวและความยืดหยุ่นของเนื้อใกล้เคียงกับเต้านม การผ่าตัดจะใช้วิธีเปิดผิวหนังบริเวณหน้าท้อง จากนั้นเคลื่อนย้ายไขมันและแผ่นผิวหนัง รวมถึงเส้นเลือดฝอยขึ้นไปปรับแต่งให้เป็นรูปทรงของเต้านม ส่วนบริเวณหน้าท้องจะถูกเย็บเป็นแผลขนาดไม่ใหญ่ ลักษณะเดียวกับผู้ที่ผ่าตัดคลอดบุตร

เสริมด้วยซิลิโคน

ทางเลือกที่นิยมคือการเสริมด้วยถุงซิลิโคน ซึ่งอาจเป็นถุงซิลิโคนเจลหรือถุงซิลิโคนบรรจุน้ำเกลือหรือผสมกันทั้ง 2 แบบ ในกรณีนี้สามารถเสริมได้ในทันทีหลังผ่าตัด โดยแพทย์จะเสริมด้วยถุงซิลิโคนใส่ใต้กล้ามเนื้อหน้าอก ซึ่งขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแพทย์ ในกรณีที่มีการรักษาด้วยการฉายแสงร่วม อาจใช้อุปกรณ์เรียกว่า Tissue expander จะช่วยป้องกันไม่ให้ผิวหนังหดและสามารถค่อยๆ ขยายผิวหนังให้ยืดออกตามที่ต้องการจะเสริม แล้วจึงเอา Tissue Expander ออกใส่ถุงเต้านมเทียมถาวรเข้าไปแทน

นำ “ไขมัน” มาเพิ่มขนาดหน้าอก

อีกวิธีนั่นคือ การฉีดไขมัน (Fat Grafting) โดยเป็นการดูดไขมันจากบริเวณอื่นแล้วมาเสริมเต้านม การใช้วิธีเสริมด้วยไขมันจะต้องทำหลายครั้ง เพราะการทำเพียงครั้งเดียวจะทำให้ปริมาณของไขมันอยู่รวมเป็นก้อนและปริมาณน้อยลง โดยค่อยๆ เติมไปเรื่อยๆ ส่วนเปอร์เซ็นต์การอยู่รอดของไขมันขึ้นอยู่กับการย้ายไขมันโดยต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์ ไม่ให้เซลล์ของไขมันบาดเจ็บหรือเสียหายมากเกินไป ซึ่งข้อเสียของวิธีนี้คือ อาจมีการสลายตัวของไขมันได้เช่นกัน และขนาดที่ฉีดจะต้องไม่มากจนเกินไป เพราะถ้าฉีดเข้าไปมากๆ  เซลล์ไขมันจะเข้าไปจับกลุ่มในบริเวณแคบๆ ทำให้อาจตายเกือบหมดและไม่ได้ผล อีกทั้งยังต้องพิจารณาถึงบริเวณที่ผ่าตัดเต้านมออกไปว่ามีเนื้อที่และมีเลือดมาเลี้ยงเพียงพอหรือไม่ เนื่องจากจะส่งผลต่อพื้นที่การปลูกถ่ายไขมันด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามวิธีนี้ไม่สามารถที่จะเสริมให้มีขนาดใหญ่มากได้ เหมาะกับผู้ที่ต้องการเสริมให้หน้าอกมีขนาดไม่ใหญ่มากเท่านั้น หรือจะใช้วิธีนี้ก็ต่อเมื่อต้องการจะแก้เต้านมสองข้างที่มีขนาดไม่เท่ากัน โดยใช้ฉีดเข้าไปในบริเวณด้านที่เล็กเพื่อให้ดูใกล้เคียงกันนั่นเอง

ปลูกถ่ายปานนมใหม่

สำหรับคนไข้บางรายที่ต้องตัดเต้านมทั้งหมด ไม่เหลือแม้แต่ปานนมยิ่งทำให้เกิดความทุกข์ทางด้านจิตใจ แต่ยังสามารถแก้ไขได้โดยการนำเนื้อเยื่อมาปลูกถ่ายเป็นปานนมใหม่ โดยใช้เวลาประมาณ 1-2 อาทิตย์ เนื้อเยื่อก็สามารถติดได้ ส่วนอีกกรณีคือหากหัวนมอีกข้างของผู้ป่วยมีขนาดใหญ่เพียงพอ จะใช้วิธีตัดแบ่งมาใส่ให้กับเต้านมที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ แต่ความรู้สึกของเต้านมและหัวนมที่สร้างขึ้นใหม่อาจไม่ 100 % เหมือนเดิม จะสามารถช่วยเรื่องรูปลักษณ์เท่านั้น

หลังการรักษาต้องดูแลเป็นพิเศษ

วิธีที่เหมาะสมคือทั้งสามวิธีที่กล่าวมา สามารถใช้รักษาแก้ไขได้ทั้งหมด ซึ่งการรักษาจะอยู่ในดุลพินิจพิจารณาของแพทย์เป็นหลัก ว่าแต่ในคนไข้แต่ละรายหลังการผ่าตัดแล้วมีสภาพบริเวณที่ผ่าตัดเป็นอย่างไรบ้าง ดีพอสำหรับการรักษาด้วยวิธีใด ซึ่งการรักษาแก้ไขต้องกระทำโดยแพทย์ผู้มีความชำนาญ หลังจากการผ่าตัดรักษาแล้ว การดูแลหลังการผ่าตัดในแต่ละวิธีการก็ไม่เหมือนกัน โดยการออกกำลังกายก็ต้องลดลงก่อนในช่วงแรกๆ เพื่อให้ร่างกายได้พักฟื้น สำหรับการฉีดไขมัน ใน 1-2 อาทิตย์แรกก็จะต้องระวังดูไม่ให้ไขมันย้ายเคลื่อนไหวมากเกินไป ส่วนวิธีการขยายพื้นที่หน้าอก ก็ต้องระมัดระวังไม่ให้แผลติดเชื้อ เพราะต้องมีการเติมน้ำเกลือเข้าไปเรื่อยๆ และสำหรับการใช้ย้ายเนื้อเยื่อก็ต้องดูว่าเลือดสามารถมาเลี้ยงบริเวณที่ผ่าตัดเพียงพอหรือไม่ ถ้าเลือดมาเลี้ยงไม่พอเนื้อเยื่ออาจตายได้เช่นกัน

ผลลัพธ์อาจไม่ได้ “อกสวย” ดังเก่า

การผ่าตัดอาจไม่ได้ผลลัพธ์ที่เหมือนกับการเสริมหน้าอกทั่วๆ ไป แต่หากมองภายนอกรูปร่างของหน้าอกก็ใกล้เคียงและออกมาดี เพราะในเรื่องรูปลักษณ์นั้นอาจใกล้เคียงได้แต่รูปทรงจะไม่เหมือนก่อนผ่าตัดซะทีเดียว และถึงแม้ว่าการผ่าตัดแก้ไขเต้านมอาจไม่สามารถช่วยให้หน้าอกกลับมาสมบูรณ์เหมือนเก่า แต่การแก้ไขโดยการเสริมหน้าอกจะช่วยทำให้ผู้หญิงที่ถูกตัดเต้านมออกไปมีความมั่นใจในการดำรงชีวิตมากขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน สำหรับผู้ที่ประสบปัญหาถูกตัดเต้านมเพราะมะเร็ง การเสริมหน้าอกเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถช่วยแก้ไขเรื่องความไม่มั่นใจให้ผู้หญิงได้ แต่ทั้งนี้ก็ควรจะพิจารณาถึงความพร้อมทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และกำลังทรัพย์ โดยเฉพาะทางด้านจิตใจว่ามีความต้องการที่จะเสริมหน้าอกจริงๆ หรือไม่ ก่อนที่จะเสริมหน้าอก ก็ควรที่จะหาข้อมูลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้    

มะเร็งเต้านม (Breast Cancer) เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับต้นๆ ในสตรี ดังนั้นจึงควรรู้วิธีการการป้องกันมะเร็งเต้านมไว้จะดีที่สุดเพื่อเป็นการป้องกันโรคแต่เนิ่นๆ เนื่องจากการดำเนินของโรคมะเร็งเต้านม ผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติในระยะเริ่มต้น ดังนั้นจึงมีความจำเป็นและสำคัญอย่างที่ต้องทำการตรวจค้นหามะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้นนั่นเอง การรักษามะเร็งเต้านมในปัจจุบันมีความก้าวหน้าไปมาก การค้นพบมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้นสามารถรักษาให้หายขาดได้ และการรักษาอาจทำได้โดยการตัดเฉพาะก้อนมะเร็งออกไม่จำเป็นต้องผ่าตัดทั้งเต้านม ในทางตรงกันข้ามหากไม่มีการตรวจค้นหามะเร็งเต้านม รอจนกระทั่งมีอาการผิดปกติ มะเร็งอาจแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ แล้ว และไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ จึงเป็นเรื่องที่ผู้หญิงพึงเฝ้าระวังและหมั่นสังเกตความผิดปกติของตัวเอง การตรวจค้นหามะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้นทำได้ดังนี้

• การตรวจคลำเต้านมด้วยตนเองอย่างถูกวิธีเดือนละครั้ง หลังหมดประจำเดือนประมาณ 1 สัปดาห์ (ซึ่งสามารถเรียนรู้ได้จากแพทย์หรือพยาบาล)

• การตรวจเต้านมโดยแพทย์ผู้ชำนาญปีละครั้งหลังอายุ 40 ปี

• การตรวจ X-RAYเต้านม (Mammogram) ปีละครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงทุกคน ควรได้รับการตรวจเป็นพื้นฐานอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง หรือปีเว้นปี ในช่วงอายุ 35-40 ปี หลังจากอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะหญิงที่มีประวัติมะเร็งเต้านม ในครอบครัวหรือญาติด้านมารดา อาจจะยิ่งต้องตรวจเน้นกว่าปกติ

การเตรียมตัวตรวจแมมโมแกรม

การตรวจแมมโมแกรม (Mammogram) สามารถทำการตรวจได้โดยไม่ต้องเตรียมตัวแต่อย่างใด เพียงแต่ให้งดทาแป้ง งดฉีดน้ำหอม งดทาลูกกลิ้ง บริเวณเต้านมและรักแร้ทั้งสองข้าง  เพื่อให้การตรวจได้ผลดีจะนิยมตรวจในช่วง 7 วัน หลังจากเริ่มประจำเดือน แต่ในกรณีพบว่ามีก้อน หรือหญิงวัยหมดประจำเดือนก็สามารถรับบริการตรวจได้เลย

EXPERT SAYS:

นพ.ธนวรรฒน์ โชติมา

ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมความงามจาก TNC (ทีเอ็นซี คลินิก)

โรคมะเร็งเต้านมนั้นก็ถือว่าเป็นโรคร้ายแรงลำดับต้นๆ ที่พบในผู้หญิง ซึ่งนับวันก็จะยิ่งร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นในการรักษาโรคนี้แพทย์จะต้องทำการตัดเต้านมทิ้งไป ซึ่งก็ถือว่าเป็นการทำร้ายจิตใจผู้หญิงพอสมควร ฉะนั้นที่สำคัญคือผู้หญิงควรดูแลตัวเองในระยะเริ่มต้น ด้วยวิธีสังเกตตัวเองง่ายๆ โดยการคลำเต้านมของตัวเองเช้า-เย็น เพื่อคลำดูว่ามีก้อนอะไรแปลกปลอมอยู่ในเต้านมหรือไม่ สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคืออย่าอายที่จะเข้าพบแพทย์ เพราะถ้าสามารถตรวจพบโรคได้เร็วที่สุดเท่าใด การรักษาก็จะง่ายขึ้นและมีทางเลือกวิธีรักษาที่ดีมากยิ่งขึ้น โดยการรักษาอาจไม่ต้องถึงขั้นตัดเต้านมทิ้งทั้งหมด ส่วนการเสริมหน้าอกในกรณีที่คนไข้ทำการรักษาแล้วถูกตัดเนื้อเต้านมออกไปพอสมควรนั้น การแก้ไขก็จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าปกติ เนื่องจากวิธีต่างๆ ในการรักษามีหลายขั้นตอน โดยต้องดูสภาพเพื่อวิเคราะห์เป็นรายๆ ไป หากต้องการมารับการรักษา ก็จำเป็นต้องพิจารณาก่อนว่ามะเร็งเต้านมที่เป็นอยู่นั้นอยู่ในระยะใดแล้ว มีแผนการรักษาต่อไปอย่างไร หลังจากการรักษาสามารถควบคุมการลุกลามของมะเร็งได้หรือไม่ เนื่องจากส่วนใหญ่ต้องควบคุมให้ได้ก่อนถึงจะทำการแก้ไขได้ โดยนำประวัติการรักษามาให้ศัลยแพทย์พิจารณาดูความเหมาะสม และหาแนวทางการแก้ไขต่อไป อย่างไรก็ตามสำหรับใครที่มีปัญหาอยู่ แนะนำว่าควรเข้ามาปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาทางแก้ไขจะดีที่สุด