สิ่งที่บ่งบอกความเป็นสตรีเพศอย่างหนึ่งคือหน้าอกหน้าใจ สาวคนใดที่มีอกไข่ดาวจึงต้องเศร้าใจ ด้วยเหตุนี้การเสริมอึ๋มด้วยการศัลยกรรมเสริมหน้าอกจึงได้รับความนิยมอย่างสูง ทำให้มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา และอีกสิ่งหนึ่งที่ถูกพัฒนาตามไปด้วยอย่างไม่หยุดยั้ง ก็คือวัสดุเสริมเต้านมที่มีหลากหลายแบบให้เลือกสรรได้ตามใจชอบ ซึ่งแต่ละชนิดก็มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป ดังนั้นการศึกษาข้อมูลให้ดีว่าสภาพร่างกายของเราเหมาะกับวัสดุชนิดใด จึงเป็นเรื่องสำคัญเพื่อการปั้นเต้าสวยอย่างสมบูรณ์

การเสริมหน้าอก หรือ Breast Augmentation คือ การผ่าตัดศัลยกรรมเพื่อเพิ่มขนาดของเต้านมให้มากขึ้น หรือเพิ่มขนาดเต้านมหลังผ่านการมีบุตรจนทำให้ดูหย่อนคล้อย ไม่เต่งตึงเท่าก่อนเก่า รวมถึงการแก้ไขนาดของเต้านมทั้งสองข้างที่ขนาดไม่เท่ากันหรือมีรูปทรงผิดปกติ เพื่อช่วยให้รูปทรงและรูปร่างของหน้าอกดีขึ้น ทั้งยังส่งผลให้รูปร่างโดยรวมดีขึ้นเพิ่มความมั่นใจ ซึ่งสาเหตุของหน้าอกเล็กนั้น อาจเป็นมาตั้งแต่กำเนิดเกิดจากพันธุกรรม เกิดอุบัติเหตุบริเวณหน้าอก ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับการผ่าตัดเต้านม หรืออาจเกิดหน้าอกหย่อนคล้อยไม่เต่งตึง หน้าอกที่เล็กลงหลังการคลอดบุตร รวมถึงผู้ที่มีขนาดหน้าอกทั้งสองข้างไม่เท่ากัน ซึ่งมักทำให้ผู้ที่ประสบปัญหาเกิดความไม่มั่นใจ เป็นกังวลและเครียดขึ้นมาได้ ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดก็คือการแก้ไขได้ด้วยศัลยกรรมเสริมหน้าอก

วิธีในการผ่าตัดเสริมหน้าอกในปัจจุบันมีหลากหลายวิธี โดยสามารถผ่าตัดเปิดแผลเสริมวัสดุเข้าได้หลายตำแหน่ง ได้แก่การเปิดแผลใต้รักแร้เป็นตำแหน่งที่จะต้องเห็นแผลเป็นรอยลึกชัดเจน หากต้องการแก้ไขเต้านมหลังผ่าตัดไปแล้ว อาจต้องเปิดแผลผ่าตัดบริเวณอื่น เช่น ฐานนม ปานนม ทำให้เกิดแผลผ่าตัดในจุดอื่นเพิ่มและอาจมีอาการเจ็บปวดมากกว่าเดิม แต่เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการให้มีแผลบริเวณหน้าอกเพราะสามารถซ่อนแผลอยู่ใต้รักแร้ที่สังเกตเห็นได้ยาก ต่อมาเป็นการเปิดแผลใต้ฐานนมเป็นตำแหน่งที่ได้รับความนิยมมาก เพราะแผลจะถูกปกปิดอยู่บริเวณใต้รอยพับของผิวหนังใต้เต้านม และการเปิดแผลรอบปานนมซึ่งเป็นตำแหน่งที่สามารถปกปิดแผลได้ดีมาก แต่หากแผลเกิดการอักเสบหรือบวมจะทำให้สังเกตแผลผ่าตัดได้ชัด อีกทั้งยังมีผลต่อการให้นมบุตร หากหัวนมมีขนาดเล็กอาจทำให้เกิดอาการชา เนื่องจากต้องผ่าตัดผ่านท่อน้ำนมจึงมีโอกาสที่ทำให้เกิดการติดเชื้อจนอาจเกิดพังผืดในจุดที่เสริมเต้านมได้ นอกจากนี้ยังมีการเปิดแผลที่สะดือ ซึ่งเป็น จุดที่ปกปิดแผลผ่าตัดได้ดีมาก แถมมีอาการเจ็บปวดน้อย แต่ต้องใช้วิธีการผ่าตัดผ่านการส่องกล้องขยาย โดยมีการส่องกล้องผ่านทางท้อง ซึ่งในบางรายอาจทำให้เกิดแผลผ่าตัดเป็นรูปตัววีที่ผนังหน้าท้องได้ ในส่วนของการกำหนดจุดที่เปิดแผลนั้นจะต้องปรึกษาและทำความตกลงกับแพทย์ผู้ทำการรักษา อีกทั้งการเลือกเปิดแผลยังขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ในการเสริมด้วย โดยวัสดุที่ใช้ในการเสริมหน้าอกนั้นมีให้เลือกสรรได้ตามความเหมาะสมและความพอใจของผู้ที่จะเสริมหน้าอก เพื่อให้หน้าอกใหม่ออกมาสวยงาม ได้ขนาดที่ต้องการ เหมาะสมและปลอดภัยเป็นที่ พึงพอใจแก่ผู้ที่ได้รับการเสริมหน้าอก วัสดุที่ใช้เสริม ซิลิโคนสำหรับเสริมหน้าอก (Silicone Gel Implants) เป็นวัสดุที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในการศัลยกรรมเสริมหน้าอก มีลักษณะเป็นเจลอีลาสตินหรือสารที่มีความยืดหยุ่นแบบยางธรรมชาติ บรรจุอยู่ในถุงซิลิโคนที่มีทั้งผิวเรียบหรือผิวขรุขระมี 2 รูปทรงด้วยกัน คือ ซิลิโคนทรงหยดน้ำเหมาะสำหรับผู้ที่มีเนื้อนมน้อย ไม่ต้องนวดหลังผ่าตัด แลดูเป็นธรรมชาติ อีกรูปทรงคือซิลิโคนทรงกลมเหมาะสำหรับผู้ที่มีเนื้อนมอยู่แล้วพอสมควร ผ่าตัดได้ง่าย รวดเร็ว แต่ต้องมีการดูแลหลังผ่าตัดที่ยุ่งยากกว่า โดยถุงซิลิโคนจะมีหลายรูปแบบ ได้แก่ เจลธรรมดา เจลที่มีความหนาแน่นสูงและเจลที่มีความหนาแน่นสูงมาก ซึ่ง

ถุงซิลิโคนที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบันก็คือ เจลที่มีความหนาแน่นสูง (Cohesive Gel) หรือโคเจลคือถุงเจลที่มีความหนาแน่นสูงเพื่อให้สามารถใช้งานได้นานขึ้น คงรูปร่างเดิมตลอดเวลา อีกทั้งหากมีการแตกรั่วก็จะเกาะกันไม่ไหลออกมาจึงมีความปลอดภัยสูง นอกจากนั้นยังดูมีความเป็นธรรมชาติ เสี่ยงต่อการเกิดพังผืดน้อย และใช้เวลาพักฟื้นหลังผ่าตัดเพียงไม่นาน แต่จะมีความรู้สึกแข็งมากกว่าเจลธรรมดา เนื่องจากมีการคงรูปสูงจึงทำให้แผลผ่าตัดจะมีขนาดใหญ่กว่าเจลธรรมดา

วิธีการศัลยกรรมเสริมหน้าอกด้วยการใส่ซิลิโคนนั้น จะต้องเปิดแผลให้ใหญ่ตามขนาดของซิลิโคนบริเวณใต้รักแร้ ปานนมหรือใต้ฐานหน้าอกเพื่อสอดใส่ถุงซิลิโคนให้อยู่ที่ใต้กล้ามเนื้อ บนกล้ามเนื้อ หรือระหว่างชั้นกล้ามเนื้อ ซึ่งขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของร่างกายแต่ละคน ข้อดีของการใช้ถุงซิลิโคนเสริมหน้าอกคือได้หน้าอกใหม่ที่ดูเป็นธรรมชาติ ที่ดูเป็นธรรมชาติ มีความคงตัวสูง สามารถขยับร่างกายได้อย่างปกติ ใช้เวลาพักฟื้นน้อย ไม่ค่อยพบภาวะแทรกซ้อน แต่มีโอกาสเกิดพังผืดห่อหุ้มถุงซิลิโคน ซึ่งอาจทำให้รูปทรงของหน้าอกเปลี่ยนไปหรือแข็งขึ้นได้ ถุงน้ำเกลือ ถุงน้ำเกลือสำหรับเสริมหน้าอก (Saline Implants) มีลักษณะเป็นถุงสองชั้น โดยน้ำเกลืออยู่ชั้นในและมีถุงเจลอยู่ชั้นนอก ซึ่งจะสามารถเติมน้ำเกลือได้หลังสอดเข้าไปในบริเวณเต้านมแล้ว เพื่อปรับขนาดทั้งเพิ่มหรือลดให้เหมาะสมหรือตามความพอใจของผู้ได้รับการเสริมได้โดยไม่ต้องผ่าตัดใหม่ สำหรับวิธีการผ่าตัดเสริมเต้านมด้วยการใส่ถุงน้ำเกลือสามารถผ่าตัดได้ 3 แบบคือแพทย์จะสอดถุงเข้าไปก่อนแล้วค่อยเติมน้ำเกลือผ่านหลอดสุญญากาศตามจำนวนที่กำหนดขณะผ่าตัด หรือการสอดเจลเข้าไปแล้วจึงค่อยเติมน้ำเกลือซึ่งปรับเพิ่มลดขนาดได้ และการใส่ถุงน้ำเกลือที่บรรจุอยู่ในถุงซิลิโคนที่มีการกำหนดขนาดไว้แล้ว ข้อดีของวิธีการนี้คือมีความปลอดภัยสูงเนื่องจากหากถุงน้ำเกลือแตกหรือเกิดการรั่วไหล น้ำเกลือที่ซึมออกมาจะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย มีรอยแผลเป็นที่เล็ก และสามารถเพิ่มลดปรับขนาดได้โดยไม่ต้องผ่าตัดใหม่ แต่มีข้อควรระวังคือวิธีการนี้เกิดการฉีกขาดหรือรอยยับย่นได้ง่าย เห็นรูปทรงของเต้านมที่เสริมได้ชัด และมีเนื้อสัมผัสที่ไม่เหมือนเต้านมจริงจึงทำให้ดูไม่มีความเป็นธรรมชาติ อีกทั้งอาจเกิดการสั่นไหว หรือมีเสียงได้ รวมทั้งยังมีราคาสูงอีกด้วย การใช้ไขมันตนเอง การใช้ไขมันตนเองในการเสริมหน้าอก (Fat Grafting) เป็นการย้ายเซลล์ไขมันส่วนเกินไม่ว่าจะเป็นบริเวณหน้าท้อง ต้นขาสะโพก เป็นต้น มาปลูกถ่าย เติมเต็มหรือเพิ่มขนาดให้กับเต้านม แต่การเติมด้วยไขมันธรรมดา (Fat Transfer)ทำให้ไขมันสลายตัวและได้ผลลัพธ์ไม่เป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากไขมันที่เติมเข้าไปสลายตัวหมดไปอย่างรวดเร็ว จึงได้มีการพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหาไขมันที่สลายตัวอย่างรวดเร็ว โดยมีการดึงสเต็มเซลล์ออกมาพร้อมไขมันเพื่อเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตให้ไขมัน ซึ่งแพทย์มักจะเลือกใช้ไขมันจากบริเวณหน้าท้องต้นขาด้านใน หรือไม่ก็ต้นขาด้านนอกเนื่องจากมีสเต็มเซลล์ที่มีโอกาสรอดชีวิตอยู่มากมาใช้ในการเสริมเต้านมในส่วนของวิธีการแพทย์จะต้องประเมินร่วมกับคนไข้ว่าต้องใช้ไขมันประมาณเท่าใดจากขนาดหน้าอกที่คนไข้ต้องการเสริม จากนั้นก็ดูดไขมันจากบริเวณต่างๆ ตามปริมาณที่กำหนดไว้ แล้วไขมันส่วนหนึ่งจะถูกนำมาสกัดเป็นสเต็มเซลล์ อีกส่วนหนึ่งเป็นไขมันล้วนที่จะนำไปผสมเพื่อฉีดกลับเข้าไป เมื่อได้แล้วก็จะนำมาฉีดเพิ่มขนาดเต้านมโดยจะไม่ฉีดเข้าไปในเนื้อเต้านม แต่จะฉีดเข้าไปตรงบริเวณที่เป็นชั้นไขมันด้วยกันเพื่อไม่ให้เกิดการต่อต้าน ระยะเวลาที่ใช้ในการทำขั้นตอนทั้งหมด ตั้งแต่ ขั้นตอนการดูด การคัดเลือกสเต็มเซลล์ รวมถึงกระบวนการการฉีดเต้านมจะอยู่ที่ประมาณ 3-4 ชั่วโมงผลที่ได้รับจะสามารถเห็นได้ทันทีว่าหน้าอกใหญ่ขึ้นแลดูเป็นธรรมชาติ แต่ผลลัพธ์ที่แน่นอนจะเห็นชัดหลังจากเดือนที่ 3 ผ่านไปแล้ว เนื่องจากเวลาทำการรักษาแพทย์จะฉีดให้ใหญ่กว่าปกติเผื่อการยุบตัวของไขมัน รวมทั้งอาจมีอาการบวมช้ำบริเวณที่ทำการดูดไขมันออก แต่ไม่มีรอยแผลผ่าตัด เพราะเป็นการฉีดไม่ใช่การผ่าตัดเปิดแผล ที่สำคัญผลลัพธ์ที่ได้จะไม่ถาวร เพราะไขมันเหล่านี้จะสลายลงไปอย่างหมดสิ้นในเวลา 1-2 ปี ซึ่งหากต้องการฉีดเพิ่มก็สามารถทำได้ วิธีการนี้ถือเป็นวิธีที่ไม่มีแผลผ่าตัด มีผลข้างเคียงน้อย และไม่ต้องกังวลถึงสิ่งแปลกปลอมเนื่องจากเป็นการนำไขมันของตนเองมาใส่เพิ่ม แต่จะต้องฉีดซ้ำบ่อยครั้งเพราะไขมันสามารถสลายตัวลงเรื่อยและจะสลายหมดในเวลา 1-2 ปี อีกทั้งวิธีการนี้ไม่เหมาะกับคนผอมและผู้ที่ต้องการหน้าอกขนาดใหญ่มาก เนื่องจากอาจมีปริมาณไขมันที่ไม่เพียงพอจะเสริมได้ ที่สำคัญต้องใช้ความชำนาญของแพทย์ในการผ่าตัดสูงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี เซลล์ไขมันมีชีวิตอยู่ได้นาน และต้องระวังในเรื่องแคลเซียมของเซลล์ไขมันที่ตายแล้วอาจไปเกาะหน้าอกได้ ฟิลเลอร์ ต้องบอกว่าฟิลเลอร์กลายเป็นสารเติมเต็มยอดฮิตไม่ว่าจะเป็นการเติมทุกส่วนบนใบหน้าทั้งร่องแก้ม ใต้ตา คาง จมูก รวมถึงหน้าอกด้วย การฉีดฟิลเลอร์ (Filler) เสริมหน้าอกนั้นสารที่ได้รับการยอมรับให้ฉีดได้คือสารไฮยาลูรอนิก แอซิด (Hyaluronic Acid) ซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่มีอยู่แล้วในร่างกายจึงไม่เป็นอันตราย และได้รับการรับรองจากคณะกรรมการอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกา (FDA) และคณะกรรมการอาหารและยาประเทศไทย (อย.) แล้ว ในเรื่องสารเติมเต็มส่วนของร่างกาย

วิธีการนี้ใช้ในการศัลยกรรมเสริมหน้าอกโดยใช้วิธีการฉีดฟิลเลอร์เข้าไปที่ชั้นผิวหนังหรือใต้ผิวหนังแล้วทำการปั้นหรือนวดคลึงให้ได้รูปทรงและขนาดที่ต้องการ โดยมีสองแบบคือ ชนิดชั่วคราวที่สามารถอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน และชนิดถาวร ซึ่งใช้เวลารักษาเพียง 1-2 ชั่วโมงเท่านั้นก็สามารถกลับบ้านได้ทันทีโดยไม่ต้องพักฟื้น วิธีการนี้เป็นวิธีการที่ง่าย เห็นผลชัดเจนได้ในทันที ไม่มีรอยแผล ได้รูปทรงและสัมผัสที่เป็นธรรมชาติ แต่ไม่สามารถเสริมหน้าอกให้ใหญ่ได้เท่าใดนัก เพิ่มเติมได้ประมาณข้างละ 50 -150 ซีซีเท่านั้น อีกทั้งยังมีราคาที่สูงลิบลิ่ว และหากเกิดการผิดพลาดหรือต้องการนำออกจะความยุ่งยากและอันตรายอย่างมากโดยต้องเปิดแผลผ่าตัดแล้วขูดฟิลเลอร์ออกเท่านั้น หรือในบางรายอาจแก้ไขไม่ได้เพราะฟิลเลอร์จะกลืนไปกับเนื้อเยื่อเต้านมจึงอาจต้องตัดหรือคว้านเนื้อเต้านมทิ้งกันเลย ที่สำคัญยังไม่ได้รับการรับรองจากที่ใดในเรื่องของการนำมาเสริมหน้าอก รวมถึงต้องระวังในเรื่องการใช้สารอื่นที่ไม่มีความปลอดภัยมาฉีดเติมให้อีกด้วย

เนื้อเยื่อตัวเอง การเสริมโดยใช้เนื้อเยื่อตนเอง เป็นการย้ายเนื้อเยื่อที่ประกอบด้วยผิวหนัง ไขมัน และกล้ามเนื้อที่มีเส้นเลือดไปเลี้ยงเต้านม วิธีการทำอาจยกเส้นเลือดโดยตรงหรือทำการตัดต่อเส้นเลือดโดยวิธีจุลศัลยกรรมจึงถือผ่าตัดใหญ่ มักใช้ในผู้ที่ผ่าตัดหน้าอกออกจากการฉายรังสีมะเร็งเต้านม ซึ่งการผ่าตัดนี้จะต้องใช้เวลาในการพักฟื้นนาน อาจมีรอยแผลเป็นขนาดใหญ่ได้ เพราะเป็นการนำไขมัน ผนังหน้าท้อง เส้นเลือด และเส้นประสาทที่เลี้ยงบริเวณหน้าท้องย้ายมาบริเวณเต้านม อีกทั้งยังไม่เหมาะกับผู้ที่ผอมมาก แม้จะทำให้ได้ขนาดเต้านมที่ขนาดใหญ่ได้และหน้าท้องแบนราบก็ตาม วัสดุต่างๆ ที่จะนำมาใส่ในเต้านมเพื่อเพิ่มขนาดหน้าอกหน้าใจให้ใหญ่บิ๊กบึ้มนั้น มีหลากหลายแบบให้เลือกสรรได้ตามความเหมาะสมและความพอใจของผู้ที่จะทำการเสริม ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ต้องปฏิบัติเลยก็คือการศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดรอบด้านอย่างครบถ้วนก่อนที่จะทำการศัลยกรรมเสริมหน้าอก เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาสวยงามเพิ่มความมั่นใจ และคุ้มค่ากับที่ต้องเจ็บตัวเสียเงิน ที่สำคัญจงระลึกไว้เสมอว่าสิ่งเหล่านั้นจะอยู่ในร่างกายของเราไปอีกนาน