เรื่องของ “ความสวย ความงาม” เป็นสิ่งที่ใครต่อใครปรารถนา หากสวยโดยกำเนิดนั่นถือเป็นเรื่องโชคดีที่สุด เพราะคุณจะไม่ต้องเสาะหาสิ่งต่างๆ มาเสริมหรือเติมแต่ง เพื่อสนองตอบความต้องการที่จะชะลอวัยหรือคงความอ่อนเยาว์ให้อยู่กับเรานานที่สุด ไม่ว่าจะเป็นริ้วรอยที่เกิดจากปัญหาผิวพรรณต่างๆ หรือปัญหาจากโครงสร้างที่ทำให้ใครหลายคนรู้สึกไม่มั่นใจ เหล่านี้เป็นปัญหาที่ไม่ว่าคุณจะเป็นหญิงหรือชายก็สามารถเกิดขึ้นได้ เมื่อปัญหาต่างๆ มันเกิดขึ้น เราทุกคนล้วนต่าง เสาะหาวิธีการที่จะแก้หรือลดปัญหากวนใจดังกล่าวให้หมดไป

ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขเบื้องต้นด้วยตัวเองหรือจะซื้อเครื่องประทินโฉม เครื่องสำอาง และเข้ารับการรักษาด้วยโปรแกรมทางการแพทย์ที่ปัจจุบันมีการพัฒนาเพื่อสนองตอบความต้องการของ ที่ว่าใหม่หรือดี ต่อให้มีราคาที่สูงถ้าผลที่ออกมาคุ้มและดีเกินคาด ก็ถือว่าคุ้มกับเงินที่เราจะเสียออกไป แต่เราจะรู้ได้อย่างไรล่ะ ว่าอะไรที่ดีและเหมาะกับตัวเราจริงๆ เหตุนี้จึงเกิดคำว่า “ของแบบนี้ต้องลองถึงรู้” จริงอยู่ที่เราต้องเรียนรู้ ทดลองด้วยตัวเอง แต่บางครั้งผลจากการทดลองที่ได้ ก็อาจจะไม่เป็นที่น่าพึงพอใจ จึงควรศึกษาทุกอย่างอย่างรอบคอบ

ปัจจุบันวิธีเสริมความงามมีอยู่มากมาย และนั่นรวมไปถึงเรื่องของ ความสวยงามจากการใช้สเต็มเซลล์ หลายคนยอมเสียเงินไปต่างแดน เพราะคิดว่าเมืองนอกคงจะมีการพัฒนามากกว่าบ้านเรา ทั้งๆ ที่ยังไม่มีการศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลว่า การใช้สเต็มเซลล์จากต้นกำเนิดต่างๆ นั้น ใช้ได้จริงหรือไม่ และมีผลข้างเคียงอะไรกับตัวเราบ้าง นั่นเพราะค่านิยมของคนไทยนั้นคิดว่า อะไรที่มีในต่างประเทศมักดีเสมอ เหตุนี้จึงมีการสัมมนาเกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาในเรื่องของสเต็มเซลล์กับความสวยความงาม หรือการศัลยกรรมขึ้นแต่ก่อนที่จะรู้ว่าสเต็มเซลล์ทำให้เราสวยงามได้อย่างไรบ้างก็ควรจะรู้ถึงข้อมูล
เบื้องต้นเสียก่อน

รู้ก่อนสวยเกี่ยวกับ สเต็มเซลล์ (Stem Cell)

สเต็มเซลล์ (Stem Cell) หรือที่เรียกว่าเซลล์ต้นกำเนิด เป็นเซลล์อ่อนที่พร้อมจะเจริญเติบโต แบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่และเปลี่ยนแปลงเพื่อไปทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง เซลล์แต่ละเซลล์ในร่างกายของมนุษย์จะทำหน้าที่จำเพาะอย่างใดอย่างหนึ่งโดยไม่ย้อนกลับมา ซึ่งเซลล์ที่พัฒนาไปจนสุดทางจนเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง ตัวอย่างเช่น เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ หรือเซลล์สมอง เซลล์เหล่านี้เมื่อตายไปแล้วจะไม่มีเซลล์ใหม่มาทดแทน ในขณะเดียวกันร่างกายของคนเราก็ยังมีเซลล์อีกกลุ่มหนึ่งที่สามารถเติบโตได้อีก โดยสเต็มเซลล์หรือเซลล์ต้นกำเนิดพวกนี้สามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงได้ สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิด มีคุณสมบัติเด่นที่เป็นปัจจัยให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกสนใจเซลล์ชนิดนี้กันมาก เนื่องจากเป็นเซลล์ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง แต่สามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงได้และสเต็มเซลล์เป็นเซลล์ที่มีความสามารถแบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า

ลักษณะของสเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดในร่างกายคนเรามีความพิเศษหลายประการ ในหลักการทั่วไปถือว่าสเต็มเซลล์หรือเซลล์ต้นกำเนิดแตกต่างจากเซลล์ชนิดอื่นๆ ในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นสเต็มเซลล์หรือเซลล์ต้นกำเนิดที่มาจากแหล่งใด อาจจะเป็นสเต็มเซลล์จากตัวอ่อน สเต็มเซลล์จากร่างกาย หรือสเต็มเซลล์ที่ได้มาจากการสร้างเซลล์ให้เข้าคู่กับสารพันธุกรรมของคนไข้ได้ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการปฎิสนธิ

สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดทุกชนิดจะมีลักษณะพิเศษที่สำคัญ 3 ประการ

• สเต็มเซลล์หรือเซลล์ต้นกำเนิดสามารถแบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ได้เป็นเวลานาน

• สเต็มเซลล์หรือเซลล์ต้นกำเนิดเป็นเซลล์ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง

• สเต็มเซลล์หรือเซลล์ต้นกำเนิดมีความสามารถในการเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงได้

เหตุใดยังมีข้อกฎหมายในเรื่องการห้ามใช้สเต็มเซลล์

เพื่อความสวยงามสเต็มเซลล์ซึ่งนำมารักษามี 2 ชนิด คือ เซลล์จากตัวอ่อนมนุษย์ คือ บลาสโตซีส เป็นเซลล์ซึ่งได้จากการผสมของไข่กับอสุจิในหลอดทดลองเมื่ออายุเซลล์ 5-7 วัน นำมาดัดแปลงเป็นสเต็มเซลล์และใส่กลับให้ผู้ป่วย แต่ยังมีปัญหาในเรื่องกฎหมายและจริยธรรมว่าควรจะศึกษาต่ออีกหรือไม่ เพราะเป็นการทำลายชีวิตหนึ่ง เพื่ออีกชีวิตหนึ่ง

สเต็มเซลล์จากสัตว์สามารถช่วยชะลอวัยได้จริงหรือ

เครื่องสำอาง หรือยา ที่อ้างว่ามีส่วนผสมของสเต็มเซลล์ถือว่าผิดกฎหมายทั้งสิ้น เพราะ อย.ยังไม่เคยอนุญาตให้ใช้หรือฉีดสเต็มเซลล์ใน ประเทศไทย นอกจากเป็นยารักษาด้านโลหิตวิทยาเท่านั้น และก็ไม่มีข้อมูลทางวิชาการแพทย์ที่แน่ชัดว่าสเต็มเซลล์จากสัตว์จะช่วยชะลออายุหรือช่วยด้านความงามได้ ยังไม่มีงานวิจัยยอมรับว่าสเต็มเซลล์ใช้ได้ผลด้านศัลยกรรม แต่มีงานวิจัยยืนยันอันตรายจากการฉีดสเต็มเซลล์ของแกะหรือสัตว์อื่นเข้าไปในร่างกายมนุษย์ เนื่องจากทำให้เกิดปฏิกิริยาปฏิเสธเนื้อเยื่อ (Graft rejection) อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ส่วนสเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อคนก็อาจกลายเป็นเซลล์ที่เจริญเติบโตแบ่งตัวไม่หยุดยั้ง กลายเป็นเนื้องอกในอวัยวะต่างๆ ได้เช่นกัน

สเต็มเซลล์กับการศัลยกรรมในปัจจุบัน

หลายครั้งที่เราได้ยินเรื่องการใช้สเต็มเซลล์ในเรื่องของการศัลยกรรมหลายคนอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องที่มีมานานแล้วซึ่งใครๆ ก็รู้ แต่ไม่มีใครรู้ดีหรอกว่าการใช้สเต็มเซลล์ในรูปแบบใด จึงจะใช้ได้และเห็นผลจริง เพราะการใช้สเต็มเซลล์ในการเสริมความงามนั้นอย่างที่รู้กันดีว่ามีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงและมีอีกหลายเรื่องราวที่ยังไม่ได้รับข้อพิสูจน์แต่สำหรับการใช้สเต็มเซลล์ที่ได้รับการพิสูจน์และพัฒนากันมาอย่างต่อเนื่องคือกระบวนการที่เรียกว่า Fat Grafting

Fat Grafting คือการที่เรานำเอาไขมันในส่วนที่ไม่ต้องการเช่น หน้าท้องหรือต้นขา มาใช้ยังบริเวณที่ต้องการเช่น บริเวณใบหน้าหรือเสริมหน้าอก Fat Grafting ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยแต่ขณะนี้ด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์ทำให้เราสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการคงอยู่ของไขมันได้สูงขึ้นจึงเริ่มมีการนำเข้ามาใช้ในวงการศัลยกรรมความงามกันมากขึ้น

สเต็มเซลล์ในรูปแบบของ Fat Grafting ที่นิยมนำมาใช้

ส่วนใหญ่การใช้สเต็มเซลล์ในรูปแบบของ Fat Grafting นั้น จะไม่ได้ใช้สเต็มเซลล์บริสุทธิ์ แต่จะใช้เป็นสเต็มเซลล์ไขมัน บวกกับไขมันจากตัวของคนไข้เอง นำมาปลูกถ่ายเข้าไปในบริเวณจมูก วิธีนี้จะทำให้จมูกดูอิ่มเนื้อและดูเป็นธรรมชาติมากขึ้นซึ่งวิธีนี้หากเป็นแต่ก่อน ไขมันที่ฉีดเข้าไปนั้นจะมีระยะเวลาและสามารถสลายไป แต่ในปัจจุบันได้มีการค้นคว้าโดยนักวิจัยและพัฒนาให้เซลล์ไขมันที่ถูกปลูกถ่ายไปในรูปแบบของ Fat Grafting คงสภาพอยู่กับเราได้ตลอดชีวิตและไม่เป็นอันตรายกับร่างกายของเราอีกด้วยไม่ใช่เฉพาะทางด้านการเสริมสวย แต่ปัจจุบันการใช้สเต็มเซลล์ไขมันบวกกับไขมันนี้ สามารถนำมาแก้ไขและรักษาในกรณีที่คนไข้เกิดอาการอักเสบหรือซิลิโคนที่เสริมเข้าไปนั้นทะลุได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังสามารถใช้เสริมในส่วนของบริเวณใบหน้า ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขเนื้อตาที่ลึกโบ๋ คางและการเสริมร่องแก้มได้อีกด้วย

อย่างที่บอกไปว่าใครๆก็ต้องการที่จะสวยงามกันทั้งนั้น แต่สิ่งหนึ่งที่เราควรคำนึงถึงคือข้อกฎหมายที่บังคับใช้ไม่ว่าจะกับเครื่องประทินโฉม การรักษาหรือตัวยาต่างๆ เพราะหากยังไม่มีผลวิจัยที่แน่ชัดว่าสิ่งๆ นั้นที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเราจะปลอดภัย ก็ไม่ควรที่จะทดลอง เพราะหากเกิดข้อผิดพลาดแล้ว ความหวังที่จะสวยก็อาจจะกลายเป็นความซวยที่จะเข้ามาเยือนแทน    

EXPERT SAYS :

นพ.ชลธิศ สินรัชตานันท์

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมตกแต่งใบหน้า

การพัฒนาเรื่องสเต็มเซลล์ที่นำมาใช้ในด้านของการศัลยกรรมความงามนั้นกำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในปัจจุบันการพัฒนาในส่วนของสเต็มเซลล์ที่ใช้ในด้านความงามนั้นมาไกลมากในเรื่องของการทำ Fat Grafting เพราะการนำสิ่งที่เป็นชิ้นส่วนหรือสิ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเรามาเสริมสร้างในส่วนที่ต้องการแก้ไขให้กับตัวเราเองนั้นย่อมดีและปลอดภัยกว่าที่จะนำสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ เช้าสู่ร่างกายอย่างแน่นอน