คำพูดติดปากที่ว่า อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ คงใช้ไม่ได้ในสมัยนี้สักเท่าไร เพราะขนาดมองลึกลงไปถึงลูกกระเดือกก็อาจทำให้เกิดความสับสนกันได้แล้วว่าใครเป็นใคร เพศไหนยังไงกัน แต่ก็ถือเป็นวิวัฒนาการที่น่าภูมิใจของมนุษย์เลยก็ว่าได้ เพราะเชื่อว่าใครหลายคน ไม่ว่าชายหรือหญิง (แท้-เทียม) คงเคยรู้สึกมีปัญหากับขนาดของลูกกระเดือกของตัวเอง หรือแม้แต่ปัญหาลูกกระเดือกที่เกินมาของบางคนด้วยแน่ๆ อย่าเพิ่งร้องไห้หนักไป เพราะลูกกระเดือกไม่เคยทำร้ายชีวิตเรามากมายขนาดนั้น

ลูกกระเดือกมีหน้าที่อะไร

ลูกกระเดือก คือกระดูกอ่อนไทรอยด์ (Thyroid cartilage) ซึ่งเป็นกระดูกอ่อนชิ้นใหญ่ที่สุดใน 9 ชิ้นทั้งหมดของกล่องเสียง และมักจะสังเกตเห็นได้ชัดมากในผู้ชาย เพราะกระดูกไทรอยด์ของผู้ชายจะใหญ่กว่าของผู้หญิงมาก กระดูกอ่อนนี้จะอยู่ในตำแหน่งต้นทางของหลอดลม และทำหน้าที่เป็นโครงสร้างของกล่องเสียง

ลูกกระเดือกผู้หญิง กับ ลูกกระเดือกผู้ชาย ต่างกันตรงไหน?

ใครใคร่ไม่ทราบว่าผู้หญิงเราเองก็มีลูกกระเดือกกับเขาด้วยเหมือนกันนะ เพียงแต่ลูกกระเดือกของผู้หญิงจะเล็กกว่าลูกกระเดือกของผู้ชาย ซึ่งมีสาเหตุดังนี้

ในช่วงแรกเกิดเลยนั้น ผู้หญิงและผู้ชายจะมีขนาดของกระดูกอ่อนไทรอยด์ที่เท่ากัน แต่เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ระดับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนที่เพิ่มขึ้นในเด็กผู้ชายจะทำให้เสียงของพวกเขาทุ้มขึ้น และลูกกระเดือกก็จะมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นด้วย ไขมันบริเวณลำคอของผู้หญิงนั้นมีมากกว่าในผู้ชายจึงทำให้บดบังขนาดของลูกกระเดือกและด้วยเพราะกล่องเสียงของผู้ชายมีขนาดที่ใหญ่กว่าของผู้หญิง จึงทำให้ลูกกระเดือกนั้นยื่นออกมามากกว่าโดยปริยายกระดูกอ่อนไทรอยด์จะทำมุม 90 องศาในผู้ชาย ส่วนผู้หญิงนั้นกระดูกอ่อนจะทำมุมเอียงประมาณ 120 องศา จึงเป็นที่มาที่ลูกกระเดือกของผู้หญิงจะมีความนูนน้อยกว่าผู้ชาย แต่สำหรับผู้ชายบางคนที่มีปัญหาว่าตัวเองไม่มีลูกกระเดือกก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ของแต่ละคนเท่านั้น

การผ่าตัดลูกกระเดือก

ขั้นตอนแรก คนไข้ควรเตรียมตัวงดแอสไพริน (Aspirin) ไอบิวโพรเฟน (Ibuprofen) และวิตามินอี ล่วงหน้า 2 สัปดาห์ และควรงดน้ำกับอาหาร 6 ชั่วโมง ก่อนเข้ารับการผ่าตัด ต่อมาแพทย์จะทำการประเมินว่าคนไข้แต่ละคนเหมาะสมที่จะใช้การวางยาสลบแบบใด เพราะสำหรับผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป กระดูกอ่อนไทรอยด์จะมีสภาพที่เปลี่ยนแปลงเป็นความแข็งเนื่องจากการสะสมของแคลเซียมที่เป็นไปตามวัย และจะทำให้การผ่าตัดทำได้ยากขึ้น ซึ่งบางกรณีที่คนไข้มีอายุมาก การฉีดยาชาอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ต้องมีการดมยาสลบเพิ่มด้วย

ขั้นตอนที่สอง เมื่อแพทย์ทำการสรุปแล้วว่าคนไข้ควรได้รับยาสลบในรูปแบบใด ต่อมาแพทย์จะทำการวางตำแหน่งแผลที่จะผ่าตัด โดยจะประเมินด้วยการให้คนไข้แสดงอิริยาบถทั่วไป เช่น การนั่ง การยืนและมุมเงยหน้า ทั้งนี้เพราะแพทย์จะลงแผลให้อยู่ในตำแหน่งที่สูงที่สุดเพื่อไม่ให้เป็นจุดสังเกตได้เมื่อเวลามองหน้าตรง ด้วยการซ่อนแผลไว้ที่ต้คางแต่ถ้าแผลอยู่ในตำแหน่งที่สูงเกินไป ก็อาจทำให้การผ่าตัดทำได้ยาก และเกิดความลำบากมากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นแพทย์จึงต้องมีการประเมินที่รอบคอบว่าควรเปิดแผลและซ่อนแผลจากการผ่าตัดไว้ที่ระดับใด

ขั้นตอนที่สาม แพทย์จะทำการเปิดเนื้อบริเวณกระดูกอ่อน โดยมีความยาวอยู่ที่ประมาณ 2-3 เซนติเมตร สำหรับคนไข้ที่มีความแข็งของกระดูกไทรอยด์มาก แพทย์อาจจำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องมือเสริม เช่น เครื่องกรอ และเครื่องมือตัดกระดูด เพราะในคนไข้ที่มีอายุมากจะพบว่ากระดูกไทรอยด์นั้นจะมีความแข็งมากขึ้น และสำหรับคนไข้ที่ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความแข็งของกระดูกแพทย์จะทำการผ่าตัดในขั้นตอนปกติขั้นตอนสุดท้าย แพทย์จะทำการเย็บปากแผลทั้งด้านในและด้านนอกซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดขั้นตอนการผ่าตัด อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญของการ

ผ่าตัดลูกกระเดือกนั้น คือไม่ควรตัดกระดูกอ่อนชิ้นนี้ออกไปมาก เพราะอาจมีอันตรายต่อกล้ามเนื้อและเส้นประสาทกล่องเสียงได้ รวมระยะเวลาที่ใช้ในการผ่าตัดอยู่ที่ประมาณ 1 ชั่วโมง ทั้งนี้คนไข้จะต้องนอนพักฟื้นอยู่บ้านเป็นเวลา 1-2 วัน จึงจะสามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติ

วิธีดูแลตัวเองหลังผ่าตัด

ควรงดใช้เสียงในช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังผ่าตัด และดูแลบาดแผลให้แห้งสนิท โดยวันแรกที่คนไข้เปิดพลาสเตอร์ปิดแผลออกให้ใช้ครีมแก้อักเสบทาบริเวณแผลเช้าเย็น ทั้งนี้แพทย์จะนัดทำการตัดไหมหลัง 5 วัน ที่ได้ทำการผ่าตัดแล้ว คนไข้จะมีแผลเป็นบริเวณลำคออยู่ประมาณ 1 เดือนแรก หลังจากนั้นจะแผลจะจางลง สัปดาห์ที่ 2-4 หลังผ่าตัด ควรมีการนวดบริเวณลำคอด้วยครีม เพื่อเป็นการลดความตึงของแผล และตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 หลังผ่าตัด จะสามารถทายรักษาแผลเป็นด้วยครีมกันแดด วิตามินอี หรือครีมบำรุงต่างๆ ได้ตามปกติ

ผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อน

ในช่วงหลังจากผ่าตัดประมาณ 3-5 วัน คนไข้จะมีอาการกลืนยาก และอาจมีอาการเสียงแหบ หรือเสียงเปลี่ยนไปอย่างถาวรก็มี เพราะมีสาเหตุมาจากการฝานกระดูกอ่อนเพื่อลดขนาดของลูกกระเดือกที่มากเกินไป อย่างไรก็ตามอาการแทรกซ้อนดังกล่าว จะลดลงได้ตามลำดับขึ้นอยู่กับความชำนาญของแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดนั่นเอง