Skin
สิวกว่าจะรักษาหายก็ว่ายุ่งยากกวนใจพอแล้ว เมื่อสิวหายไปกลับยังทิ้งร่องรอยเพิ่มความช้ำชอกใจเข้าไปอีก ไม่ว่าจะเป็นรอยดำ รอยแดง แผลเป็น และหลุมสิว ซึ่งดูจะกลายเป็นปัญหาสำคัญเพราะไม่ได้ทิ้งไว้เพียงหลุมเดียวแต่ยังทิ้งไว้หลายหลุมกระจัดกระจายทั่วใบหน้าแบบเกลื่อนกลาด จนหน้าเหมือนหลุมพระจันทร์หรือก้อนอุกกาบาตกันเลยทีเดียว แต่งหน้าหรือกลบอย่างไรก็ไม่สวย เสียความมั่นใจที่จะอวดใบหน้าเข้าไปใหญ่ เมื่อต้องประสบพบกับปัญหาเหล่านี้แล้วก็ต้องหาทางแก้ไขเพื่อคืนผิวหน้าเรียบเนียนคืนมา และวิธีหนึ่งที่เริ่มกลับมานิยมกันอีกครั้ง ก็คือการฉีดฟิลเลอร์รักษาหลุมสิวนั่นเอง

หลุมสิว คือการอักเสบของสิวอย่างรุนแรงถึงชั้นหนังแท้มักมีหนองร่วมด้วยจึงทำให้คอลลาเจนถูกทำลาย จึงเกิดแผลเป็นใต้ผิวหนังหรือเป็นพังผืดที่ดึงรั้งผิวหนังจนทำให้เป็นหลุม อีกทั้งเซลล์ผิวบริเวณนั้นยังไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาได้เหมือนเดิมในเวลาอันรวดเร็วส่งผลให้ผิวหน้าเป็นร่องหลุมขาดความเรียบเนียน โดยบริเวณที่จะเกิดหลุมสิวนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่บนใบหน้าที่เคยเกิดสิวมาก่อน เพราะสาเหตุของการเกิดหลุมสิวมักมาจากการบีบ แคะ แกะ เกาบริเวณที่เป็นสิวจนทำให้สิวอักเสบและทิ้งรอยคล้ำตามมาด้วยหลุม หรืออาจเกิดจากสิวอักเสบรุนแรง การติดเชื้อแบคทีเรียลุกลาม รวมถึงกรรมพันธุ์ที่หากคนในครอบครัวมีประวัติเป็นสิวหรือหลุมสิว โอกาสที่จะเป็นหลุมสิวก็จะง่ายกว่าผู้อื่น ซึ่งสามารถแบ่งรอยหลุมสิวออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่

-รอยหลุมสิวชนิด Ice Pick Scar เป็นรอยหลุมจิกลึกปากรอยหลุมขนาดเล็กไม่เกิน 0.5 มิลลิเมตร แต่อาจกว้างที่ฐานของหลุม มักเกิดจากการกดหรือบีบสิวอุดตันให้หลุดออก จัดเป็นเป็นรอยหลุมสิวที่รักษาให้เรียบได้ยากที่สุด
-รอยหลุมสิวชนิด Box car Scar เป็นรอยหลุมกว้างขนาดใหญ่ขนาดประมาณ 3-4 มิลลิเมตร ปากและฐานรอยหลุมมีขนาดใกล้เคียงกัน แต่มีพังผืดเกาะติดอยู่กับชั้นหนังแท้ เมื่อทดลองดึงให้ตึงจะไม่เรียบคืน มักเกิดจากการอักเสบของสิวขนาดใหญ่หรือแผลเป็นอีสุกอีใส
-รอยหลุมสิวชนิด Rolling Scar เป็นรอยหลุมฐานโค้งคล้ายกระทะ พื้นนุ่ม เมื่อทดลองดึงให้ตึงจะทำให้แผลเรียบคืนได้ มักเกิดจากการอักเสบของสิวขนาดใหญ่ที่ผ่านการรักษามา แต่การยุบตัวของสิวไม่สัมพันธ์กับการสมานผิวจึงทำให้เกิดเป็นรอยหลุม ถือเป็นรอยหลุมสิวที่รักษาได้ง่ายที่สุด

วิธีรักษาหลุมสิว
เมื่อปัญหาหลุมสิวเกิดขึ้นแล้วไม่ว่าจะเกิดขึ้นบริเวณใดทั้งหน้าผาก แก้ม จมูก ใต้ริมฝีปาก เป็นต้น สิ่งที่จะทำได้คือการรักษาหลุมสิว เพื่อให้ผิวหน้ากลับมาเรียบเนียนเหมือนเมื่อก่อน ซึ่งวิธีรักษาในปัจจุบันสามารถเลือกรักษาได้หลากหลายแนวทางขึ้นอยู่กับลักษณะอาการและความสะดวกของผู้เป็นรอยหลุมสิว

การทำให้เซลล์หลุดลอกออกมาหรือทำให้หลุมตื้นขึ้น
• Chemical Peeling คือการแต้มหลุมสิวด้วยกรดเข้มข้น เช่น AHA 50-70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นการทำให้เซลล์ผิวชั้นนอกบริเวณที่เป็นหลุมสิวหลุดออกอย่างช้าๆ ทำให้หลุมสิวนุ่มและยืดหยุ่นมากขึ้น ส่งผลให้เซลล์ใหม่เกิดการแบ่งตัวและดันตัวขึ้นมาเติมเต็มหลุมสิว ผิวหน้าก็จะกลับคืนสู่ความเรียบเนียน วิธีการนี้สามารถรักษารอยหลุมสิวได้ทุกชนิดแต่ต้องใช้เวลานานกว่าที่จะเห็นผลชัดเจน
• การกรอผิวหน้าด้วยเกร็ดอัญมณี คือการกรอผิวหน้าให้หลุดลอกออกด้วยเกร็ดอัญมณีขนาดเล็กมากประมาณ 80 -100 Micron โดยผลึกคริสตัลที่นิยมใช้คือ Aluminium Oxide ซึ่งจะใส่ผลึกนี้ในกระบอกสุญญากาศที่ปลอดเชื้อแล้วพ่นด้วยเครื่องปั๊มไปยังบริเวณใบหน้าที่เป็นหลุมสิวให้รอยหลุมตื้นขึ้น ในขณะพ่นสามารถปรับความแรงความเร็วในการพ่นได้ตามความเหมาะสมและความต้องการของผู้ใช้ วิธีการนี้ใช้รักษารอยหลุมสิวได้ทั้ง 3 ชนิด และมักใช้ได้ดีในหลุมสิวแบบ Rolling Scar แต่ต้องใช้จำนวนครั้งในการทำค่อนข้างมาก ที่สำคัญแพทย์ต้องมีความชำนาญ เนื่องจากหากกรอลึกมากจนเกินไปจะทำให้เกิดรอยแดง รอยดำ และเจ็บปวดขณะทำได้
• การกรอผิวหน้าด้วยเลเซอร์ เป็นการกรอหรือลอกเซลล์ผิวหน้าด้วยเลเซอร์เพื่อให้หลุมสิวตื้นขึ้น ส่วนใหญ่มักนิยมใช้เครื่อง Co2 Laser ,YaG Laser หรือทั้งสองอย่างร่วมกัน วิธีการนี้ใช้ได้ผลดีกับรอยหลุมทั้ง 3 ชนิด เห็นผลได้เร็ว และมักแก้ปัญหาในคนที่มีรอยหลุมมากหรือทั่วทั้งใบหน้า แต่มีผลข้างเคียงค่อนข้างมาก เช่น เจ็บปวด อักเสบ รอยแดง รอยดำรวมถึงอาจมีโอกาสติดเชื้อได้สูง

การศัลยกรรมรักษารอยหลุมสิว แบ่งได้เป็น
• Punch excision ใช้ในการรักษารอยหลุมสิวแบบ Ice Pick Scar และ Box ar Scar ที่มีขนาดไม่เกิน 3 มิลลิเมตร โดยการใช้เครื่องมือตัดรอยหลุม แล้วปิดด้วยการเย็บหรือเทปยึดแผล
• Punch elevation ใช้ในการรักษารอยหลุมสิวแบบ Box car Scar ที่มีขนาดไม่เกิน 3 มิลลิเมตร โดยการยกฐานหลุมให้ขึ้นมาอยู่ระดับเดียวกับปากหลุมแล้วเย็บปิด
• Punch grafting ใช้ในการรักษารอยหลุมสิวแบบ Ice Pick Scar และ Box car Scar ที่มีขนาดความลึกไม่เท่ากัน โดยการนำผิวหนังจากที่อื่นมาเย็บปิดตรงรอยหลุม
• Elliptical excision ใช้ในการรักษารอยหลุมสิว แบบ Box car Scar ที่มีขนาดไม่เกิน 4 มิลลิเมตร โดยการกรีดผ่าตัดหลุมสิวเป็นรูปวงรีแล้วทำการเย็บปิดการทำศัลยกรรมรักษารอยหลุมสิวไม่สามารถรักษาในผู้ที่มีหลุมสิวจำนวนมากได้และต้องทำโดยแพทย์ผู้ชำนาญ มิฉะนั้นอาจทำให้เกิดรอยเย็บของแผล สีผิวบริเวณรอยหลุมไม่เท่ากันกับสีผิวข้างเคียงได้
•Subcision คือการใช้เข็มแทงเซาะบริเวณใต้ฐานหลุม เพื่อแยกชั้นของผิวหนังให้พังผืดที่ยึดเกาะรอยหลุมหลุดออก และเร่งให้เกิดการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่จึงทำให้รอยหลุมตื้นขึ้นได้ วิธีการนี้ไม่นิยมใช้ในการรักษาถึงแม้ไม่มีรอยกรีดที่ผิวหน้าจึงไม่ต้องเย็บแผล แต่ผิวหนังที่โดนเซาะจะมีเลือดออกและอาจม่วงช้ำอยู่ประมาณ 1-2 อาทิตย์ รวมถึงอาจมีผลข้างเคียงทำให้เกิดการติดเชื้อใต้ผิวหนังจนเกิดเป็นแผลใหม่ ซึ่งเมื่อแผลหายแล้วอาจต้องตกแต่งแผลเพิ่มเติมด้วยเลเซอร์ การกรอผิว หรือลอกด้วยกรดเข้มข้น เพื่อให้ผิวเรียบเนียนขึ้น

การเติมรอยหลุมให้เต็มขึ้นใต้ผิวหนัง แบ่งได้เป็น
• ยากลุ่มวิตามินเอ โดยการใช้ยาในกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอมากระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ เช่น ยาทา Retin-A วิตามินอี และ AHA ที่มีความเข้มข้นสูงมาทาหรืออาจใช้เครื่องไอออนโตเพื่อให้ซึมเข้าสู่ผิวได้ดี หรือจะเป็นการรับประทานยาในกลุ่มเรตินอยด์ (Retinoids) โดยระหว่างใช้ยาอาจทำให้เกิดอาการตาแห้ง ผิวแห้ง และปากแห้งได้ ดังนั้นการใช้ยาในกลุ่มนี้จึงจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ห้ามซื้อมารับประทานด้วยตัวเองมิฉะนั้นอาจเกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรงได้
• Non-ablative Laser คือการใช้เลเซอร์ที่มีความถี่จำเพาะเช่น IPL Cool Touch Smooth Beam และ Fractional Photothermolysis เป็นการทำให้ผิวหนังชั้นหนังแท้เกิดการบาดเจ็บ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่จนมีการเรียงตัวใหม่ของคอลลาเจน ช่วยปรับเซลล์ผิวหน้าในชั้นหนังกำพร้าให้กระชับมากขึ้น และยังสามารถตัดพังผืดได้จึงทำให้รอยหลุมเรียบเนียนได้ วิธีนี้ได้ผลการรักษาที่ดี แต่ถือว่าเป็นวิธีที่ทำลายผิวชั้นบนให้ได้รับความเสียหายมากพอสมควร ต้องใช้เวลาพักฟื้นสักระยะหนึ่ง และต้องใช้จำนวนครั้งในการรักษาหลายครั้งกว่าที่จะเห็นผลชัดเจน
• Skin Needling เป็นการใช้ลูกกลิ้งที่มีเข็มเล็กๆ จำนวนมากกลิ้งไปบนผิวหนังให้เข็มลงลึกถึงชั้นหนังแท้จนทำให้เซลล์บริเวณที่เป็นหลุมสิวเกิดการอักเสบ รวมถึงในขณะที่ทำการรักษานั้นจะเติมสารบำรุงหรือยาที่สำคัญลงไปด้วยเพื่อให้สามารถซึมเข้าสู่ผิวได้เร็วและลึก ช่วยเพิ่มการเร่งให้ร่างกายซ่อมแซมและสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทน วิธีการนี้เห็นผลได้ดีกับหลุมสิวทุกชนิด และมีผลข้างเคียงที่ไม่มาก ราคาไม่สูงมาก แต่ใช้ได้เฉพาะบริเวณที่กว้างเท่านั้น ไม่สามารถชอนไชในบริเวณแคบได้
• Dermapoint เป็นการใช้เข็มที่มีขนาดเล็กมากบรรจุอัดแน่นรวมกันเป็นกระจุกแล้วนำมาต่อเข้าเครื่องมอเตอร์แล้วแทงเข็มคล้ายๆ กับการสัก ซึ่งสามารถปรับความเร็วในการแทงได้ วิธีการนี้ใช้รักษาใบบริเวณเล็กและแคบได้ เช่น จมูก รอบดวงตา ไม่มีปัญหาเรื่องรอยดำหลังทำ

การเติมเต็มร่องรอยด้วยการใช้ฟิลเลอร์
การเติมเต็มร่องรอยด้วยการใช้ฟิลเลอร์คือการฉีดสารเติมเต็มหรือฟิลเลอร์ (Filler) เข้าไปที่รอยหลุมสิวโดยตรงที่ใต้ชั้นผิวหนัง เพื่อให้หลุมสิวเต็มขึ้นมาจนใบหน้ากลับสู่ความเรียบเนียน ซึ่งสารเติมเต็มที่นำมาใช้มี 3 ประเภท คือสารชั่วคราว ได้แก่ คอล-ลาเจนคงประสิทธิภาพอยู่ได้ประมาณ 3 -12 เดือน แต่มีข้อเสียคือเกิดการแพ้ได้บ่อยจึงต้องทดสอบการแพ้ก่อนฉีด ประเภทที่สองคือสารกึ่งถาวร ได้แก่ สารไฮยาลูรอนิก แอซิด (Hyaluronic Acid) เป็นสารสกัดจากแบคทีเรียมีประสิทธิภาพอยู่ได้ประมาณ 1 ปี มีข้อดีก็คือไม่แพ้และเป็นที่นิยมมากสุดในปัจจุบัน สุดท้ายสารถาวร ได้แก่ ซิลิโคนมีอัตราการแพ้น้อยและอยู่ได้นานกว่าหลายปี แต่มีข้อเสียคือฉีดยาก เจ็บ เป็นก้อน และแก้ไขหลังการฉีดได้ยากสำหรับสารเติมเต็มที่เหมาะจะนำมารักษาหลุมสิวมากที่สุดคือคอลลาเจนและไฮยาลูรอนิก แอซิด เพราะได้รับการรับรองเรื่องความปลอดภัยจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกา (FDA) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาประเทศไทย (อย.) เป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงค่อนข้างปลอดภัย ที่สำคัญสารเหล่านี้เป็นสารที่เสื่อมสลายไปได้ทั้งหมด แต่สารที่นิยมกันมากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้น สารไฮยาลูรอนิก แอซิด (HA) เนื่องจากเป็นสารที่ร่างกายมีอยู่แล้วจึงไม่ใช่สิ่งแปลกปลอม แถมยังมีโอกาสที่จะเกิดอาการแพ้ได้น้อย

สำหรับวิธีการฉีด คือเป็นการฉีดสารเติมเต็มเข้าไปที่ชั้นใต้ผิวหนังบริเวณที่เป็นหลุมสิว เพื่อเติมให้หลุมตื้นขึ้นมาจนเรียบเนียนเสมอกับผิวรอบข้าง ในส่วนของปริมาณในการใช้สารต้องขึ้นอยู่ความลึก ความกว้าง และลักษณะของหลุมสิวในแต่ละบุคคล ซึ่งเมื่อฉีดแล้วจะสามารถเห็นผลได้ทันทีหลังฉีด โดยไม่ต้องใช้เวลาในการพักฟื้น และไม่ต้องเตรียมตัวก่อนเข้ารับการรักษาหรือหลังการรักษาเท่าใดนัก เพียงก่อนฉีด 3-7 วัน ควรงดรับประทานอาหารเสริม ยาแก้ปวดแอสไพริน เพื่อป้องกันหน้าบวมมากกว่าปกติ ส่วนหลังการฉีดควรดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้ผิวชุ่มชื้น ทำให้รอยช้ำหายเร็ว แต่หากหน้าบวมแดงมากให้ใช้น้ำแข็งประคบ และไม่ควรทำสิ่งใดที่เป็นการกระทบรุนแรงกับผิวหน้า เช่น นวดหน้า ขัดหน้า อบไอน้ำ

ผลของการรักษาหลุมสิวด้วยวิธีนี้ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาหลุมสิว เพราะสามารถเติมเต็มหลุมสิวคืนผิวที่เรียบเนียนกลับมาได้แทบจะสมบูรณ์ โดยหลุมสิวที่เห็นผลได้ดีที่สุดคือชนิด Rolling Scar และควรเป็นคนที่มีหลุมสิวมาไม่เกิน 1 ปี ที่สำคัญต้องไม่มีพังผืดเกาะที่ฐาน เนื่องจากจะทำให้ฟิลเลอร์ไม่สามารถเข้าไปที่ชั้นผิวหนังได้ทำให้หลุมสิวไม่ได้รับการเติมเต็มที่สมบูรณ์ แต่หากเป็นรอยหลุมชนิดอื่น เช่น หลุมสิวชนิด Box car Scar ถือว่าได้ผลค่อนข้างน้อย เนื่องจากเป็นรอยหลุมที่มีผนังหนาและแข็งจึงทำให้สารที่เติมไปอยู่ชั้นผิวหนังปกติเมื่อคลำก็จะพบเป็นก้อนได้ ในส่วนของผลข้างเคียงจากการฉีดฟิลเลอร์เติมเต็มหลุมสิวก็มีเพียงอาการบวมแดงบริเวณที่ฉีด แต่สามารถหายได้เองในเวลาประมาณ 3-5 วัน หรืออาจพบรอยช้ำซึ่งสามารถหายได้เองเช่นกัน แต่หากฉีดโดยแพทย์ที่ไม่มีความชำนาญอาจเกิดรอยนูนรอบๆหลุมสิว เนื่องจากความผิดพลาดในการฉีดลงไปบริเวณที่แข็งหรือเกิดรอยแผลเป็นได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการฉีดฟิลเลอร์เติมเต็มหลุมสิวนั้น ไม่ใช่การรักษาที่ถาวร หลุมสิวสามารถกลับมาได้อีกเมื่อฟิลเลอร์สลายตัว โดยปกติมักจะอยู่ได้ประมาณ 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับการดูแลของตัวเอง หากไปสัมผัสบ่อยหรือเติมในบริเวณที่ต้องมีการเคลื่อนไหวของผิวบ่อย เช่น หน้าผาก แก้ม ก็จะทำให้ฟิลเลอร์สลายได้เร็ว แต่เมื่อครบกำหนดหรือรอยหลุมสิวเริ่มกลับมาลึกเหมือนเดิมสามารถกลับมาฉีดฟิลเลอร์เติมใหม่ได้เสมอ

สรุป
การฉีดฟิลเลอร์รักษาหลุมสิวถือว่าเหมาะอย่างยิ่งกับผู้ที่ต้องการความรวดเร็ว เนื่องจากใช้ระยะเวลาในการรักษาไม่นาน เห็นผลลัพธ์ได้ทันที แถมไม่ต้องพักฟื้น แต่ก็ต้องใช้ทุนทรัพย์ค่อนข้างสูงพอสมควร แม้ในการฉีดแต่ละครั้งจะมีค่าใช้จ่ายไม่ได้สูงลิบลิ่ว แต่วิธีนี้ไม่ใช่การรักษาที่ถาวรอยู่ได้เพียงไม่นานหลุมสิวก็จะฟื้นคืนชีพและกลับมาเห็นชัดเหมือนเดิมอีก ซึ่งก็ต้องทำการฉีดซ้ำกันอยู่เรื่อยๆ เมื่อคิดค่าใช้จ่ายโดยรวมจึงสูงมาก อีกทั้งขึ้นชื่อว่าฟิลเลอร์สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือการนำสารแปลกปลอมที่เป็นสารอื่นไม่ใช่คอลลาเจนหรือไฮยาลูรอนิก แอซิดมาแอบอ้างใช้ในการฉีด เนื่องจากเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายเป็นอย่างมาก แม้จะไม่ได้ฉีดบริเวณจมูกหรือใต้ตาที่มีเส้นประสาทสำคัญอยู่ก็ตาม แต่การฉีดฟิลเลอร์ที่ใช้สารแปลกปลอมบริเวณหลุมสิวก็อาจทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนอันไม่พึงประสงค์ได้เช่นกัน เช่น ติดเชื้อ เขียวคล้ำ เป็นก้อน ดังนั้นก่อนที่จะทำการรักษาต้องศึกษาข้อมูลให้ครบรอบด้าน ที่สำคัญต้องเลือกปรึกษาและเข้ารับการรักษากับแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญและสถานพยาบาลที่มีความปลอดภัย ไว้ใจได้เป็นดีที่สุด

ท้ายที่สุดหากรักษาหลุมสิวแล้ว ก็ใช่ว่าจะไม่เกิดขึ้นมาใหม่ ฉะนั้นการป้องกันการเกิดหลุมสิวน่าจะเป็นหนทางที่ดีกว่าการรักษาเป็นแน่ด้วยการดูแลสิวอักเสบให้หายโดยเร็วที่สุด ซึ่งอาจทายาฆ่าเชื้อสิว เช่น Benzac, Panoxly การฉีดสเตียรอยด์ หรือรับประทานยาปฏิชีวนะ เป็นต้น เพื่อไม่ให้เซลล์โดนทำร้ายจนกลายเป็นหลุมสิวได้ นอกจากนั้นยังสามารถดูแลตนเองได้ง่ายๆ ด้วยการป้องกันการเกิดสิว เช่น หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับฝุ่นละออง ควัน หรือไม่ควรนำมือไปสัมผัสกับผิวหน้าหากไม่จำเป็น เพราะเป็นการนำแบคทีเรียมาไว้บนผิวหน้า รวมถึงไม่ควรใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของน้ำมันเพราะจะยิ่งทำให้สิวเกิดการอักเสบได้ง่าย และควรดูแลความสะอาดบนผิวหน้าอย่างดี เพื่อป้องกันเชื้อโรคอันเป็นสาเหตุของการเกิดสิว ที่สำคัญห้ามนอนดึกเด็ดขาดเพื่อให้ผิวได้พักผ่อนและซ่อมแซมร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิธีง่ายๆเพียงเท่านี้รับรองว่าสิวและหลุมสิวจะไม่มาเยือนอย่างแน่นอน และจงพึงระลึกไว้เสมอว่าป้องกันการเสียเงิน เจ็บตัว จะเจ็บใจน้อยกว่าการรักษานะ