skin

เดี๋ยวนี้ริ้วรอยคงไม่ใช่สิ่งที่บอกถึงอายุอานามอีกต่อไป เพราะคนที่จะเกิดริ้วรอยบนใบหน้าได้นั้นไม่จำเป็นว่าจะต้องเกิดกับผู้ที่มีอายุมากเท่านั้นด้วยแดดร้อนแรงที่จ้องจะแผดเผา วิถีชีวิตที่จ้องจะทำลายคอลลาเจน และสภาวะแวดล้อมที่เป็นมลพิษ ล้วนส่งผลให้เกิดริ้วรอยต่างๆ ก่อนวัยอันควรได้เหมือนกัน

ใครที่ต้องประสบพบเจอกับรอยยับย่นบริเวณใบหน้า คอ และคางแต่อยากเรียกคืนใบหน้าสดใส เรียบตึง ถึงขนาดต้องหันไปพึ่งการฉีดโบท็อกซ์ วิธีบอกลาริ้วรอยสุดฮิตในปัจจุบัน แต่หลายคนก็กลับกลัว ไม่กล้าไปฉีด เพราะรู้สึกว่าเป็นการนำสารพิษเข้าสู่ร่างกาย ดังนั้นจึงมีอีกวิธีมาเป็นตัวเลือกให้กับผู้ที่กลัวการฉีดโบท็อกซ์ นั่นก็คือการใช้ความเย็นช่วยลบเลือนริ้วรอยนั่นเอง

 

ริ้วรอยที่เกิดบนใบหน้านั้นคือ รอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าที่มาจากการเสื่อมสภาพของร่างกาย มักเกิดที่บริเวณรอบตา ระหว่างคิ้ว หน้าผาก ร่องแก้ม คอ และคาง อันเนื่องมาจากอายุที่มากขึ้น ปริมาณคอลลาเจนที่อยู่ใต้ผิวที่มีปริมาณน้อยและไม่แข็งแรง รวมถึงสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิต เช่น การลดน้ำหนัก การสูบบุหรี่ มลพิษ และสาเหตุที่สร้างริ้วรอยอีกหนึ่งอย่างก็คือแสงแดดนั่นเอง ด้วยความที่บ้านเรา ไม่ว่าฤดูไหน ก็มักจะพบกับแสงแดดแผดเผาอยู่ตลอด ซึ่งแสงแดดนั้นเป็นศัตรูตัวสำคัญที่คอยขัดขวางการกระตุ้นให้ผิวสร้างอนุมูลอิสระและยังทำลายอีลาสตินกับคอลลาเจนในผิวหนังให้เสื่อมสภาพเร็วขึ้นอีกด้วย จึงผลให้ริ้วรอยต่างๆ ผุดขึ้นมาได้ไม่ว่าจะในวัยใดก็ตาม และเมื่อริ้วรอยปรากฏขึ้นแล้ว วิธีลบเลือนก็มีให้เลือกใช้ได้หลายวิธี ทั้งการใช้วิธีทางธรรมชาติฝึกบริหารใบหน้า อาหารการกินที่ควรเน้นอาหารเพื่อบำรุงผิว การดื่มน้ำการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตทำลายผิว หรือจะเป็นการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ลบเลือนริ้วรอยขนานต่างๆ แต่วิธีเหล่านี้มักเห็นผลได้ช้า ซึ่งหากพูดถึงวิธีลบเลือนริ้วรอยยอดฮิตที่ได้ผลเร็วและเห็นผลชัดเจนแล้ว จะไม่กล่าวถึงการฉีดโบท็อกซ์คงไม่ได้ เนื่องจากกำลังเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เพราะผลรักษาที่เรียกว่าเป็นที่น่าพึงพอใจเป็นอย่างมาก สำหรับผู้ที่ต้องการลดเลือนริ้วรอยบนใบหน้าทั้งบริเวณหน้าผาก ระหว่างคิ้ว รอบริมฝีปาก รอบดวงตา และคอแถมโบท็อกซ์ยังช่วยในเรื่องลดกราม ทำให้หน้าดูเรียวยาวตามกระแสนิยมของสาวๆ ในปัจจุบัน จึงสังเกตได้ว่ามีการให้บริการในเกือบทุกคลินิกเสริมความงาม แต่ตอนนี้มีอีกวิธีหนึ่งที่เริ่มมาแรงแซงทางโค้งการฉีดโบท็อกซ์ นั่นก็คือการรักษาด้วยวิธี Cryoneuromodulation ที่เป็นการลดเลือนริ้วรอยบริเวณหน้าผากและระหว่างคิ้วด้วยการใช้ความเย็น ที่สำคัญยังเป็นวิธีที่ไม่ได้นำสารแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายอีกด้วย ซึ่งเชื่อว่าตรงใจใครหลายคนที่อยากหน้าตึงคืนผิวเรียบ แต่แสนกลัวกับการนำสารแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายอย่างแน่นอน

ต้องบอกว่าการรักษาด้วยความเย็นไม่ใช่เรื่องที่แปลกใหม่อะไร เพราะแท้ที่จริงแล้วในทางการแพทย์ มีการนำความเย็นมาใช้ในการรักษาอาการต่างๆ มานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการห้ามเลือด เอ็น กล้ามเนื้อ หรือข้อต่ออักเสบ ลดอาการบวม ปวด หรืออักเสบ เพราะความเย็นจะเข้าไประบายความร้อนและทำให้หลอดเลือดที่ผิวหนังเกิดการตีบหรือหดตัวชั่วคราว อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความเหนียวข้นให้เลือด และยังลดอัตราการนำสัญญาณประสาทของเส้นประสาทที่นำความเจ็บปวด ส่งผลให้เลือดหยุดไหล ลดอาการเจ็บปวดและบวมได้ รวมถึงการรักษาด้านความงามและด้านผิวหนัง ทั้งการนำความเย็นมาใช้สลายไขมัน (Cryolipolysis, Coolsculpting) ด้วยการใช้ความเย็นทำลายไขมัน ด้วยการทำให้ไขมันในเซลล์ถูกแช่แข็งจนเกิดการอักเสบและตายไปในที่สุด อีกทั้งความเย็นยังสร้างความผ่อนคลายได้เพราะว่าความเย็นสามารถกระตุ้นสมองส่วนกลางให้เกิดการหลั่งสารเอ็นคีฟาลิน (Enkephalin) และเอ็นดอร์ฟิน (Endorphin) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ร่างกายรู้สึกสบาย เกิดความผ่อนคลาย รวมถึงการลดรอยหมองคล้ำใต้ตา เนื่องจากบริเวณใต้ดวงตามีเส้นเลือดอยู่จำนวนมาก เมื่อเส้นเลือดเกิดการขยายตัว ก็จะทำให้เกิดเม็ดสีและปรากฏให้เห็นเป็นรอยคล้ำใต้ตา การใช้ความเย็นสามารถแก้ปัญหานี้ เพราะความเย็นจะทำให้เส้นเลือดหดตัวกลับมาเป็นปกติ รอยคล้ำและอาการบวมใต้ตาก็จะหายไปอีกทั้งการใช้ความเย็นยังสามารถรักษาอาการทางผิวหนัง (Cryotherapy) ได้ เช่น หูด กระ ไฝ กระ แผลเป็น คีลอยด์ สิวหัวช้าง ปานแดง ผมร่วง การติดเชื้อราในผิวหนังชั้นลึก การติดเชื้อไวรัสบริเวณอวัยวะเพศ และมะเร็งที่ผิวหนัง ซึ่งเป็นการใช้ความเย็นจัดไปทำลายเนื้อเยื่อที่มีความผิดปกติ และที่สำคัญในปัจจุบันได้มีการนำความเย็นมาใช้การลดเลือนริ้วรอย ด้วยการใช้สารทำความเย็นที่ชื่อว่าไนโตรเจนเหลว ในความเย็นอุณหภูมิ -196 องศาเซลเซียส ต่อมาได้มีการพัฒนาขึ้น จนได้สารทำความเย็นที่ชื่อว่า ไนตรัสออกไซด์เหลว (Liquid Nitrous Oxide) ด้วยความเย็น -95 องศาเซลเซียส ซึ่งใช้สารทำความเย็นนี้ในการลดเลือนริ้วรอย วิธีนี้เรียกว่า Cryoneuromodulation

Cryoneuromodulation คืออะไรกัน
ไครโอนิวโรโมดูเลชัน (Cryoneuromodulation) หรือที่นิยมเรียกกันง่ายๆ ว่า โฟรท็อกซ์ (Frotox) หรือ โคลด์ท็อกซ์(Coldtox) เป็นวิธีการนำสารที่ทำให้เกิดความเย็นมาใช้ในการลดเลือนริ้วรอยบริเวณหน้าผากและระหว่างคิ้ว โดยมีแนวคิดที่เริ่มมาจากการสังเกตว่า เมื่อมือของเราอยู่ในที่เย็นก็จะเกิดอาการชาหรือควบคุมการขยับไม่ค่อยได้ ทั้งนี้เพราะความเย็นทำปฏิกิริยาต่อระบบประสาทนั่นเอง ด้วยเหตุนี้จึงได้นำความเย็นมาช่วยหยุดการทำงานชั่วคราวของเส้นประสาทในส่วนที่ควบคุมการขมวดตัวของกล้ามเนื้อ อันเป็นสาเหตุให้เกิดริ้วรอยบริเวณหน้าผากและระหว่างคิ้วเพื่อให้เกิดการผ่อนคลายทำให้ใบหน้าเรียบตึง และริ้วรอยจางหายไป

ขั้นตอนในการรักษา
แพทย์จะทำความเข้าใจ วิเคราะห์รูปหน้าและตกลงกับคนไข้ โดยผู้ที่จะรักษาด้วยวิธีนี้ได้จะต้องไม่มีประวัติการรักษาที่เสี่ยงต่อการใช้ความเย็น เช่น มีแผลเปิดหรือมีแผลเป็นบริเวณที่จะทำการรักษามีอาการสูญเสียความรู้สึกและรับรู้อุณหภูมิ มีความไวต่อความเย็นหรือแพ้ความเย็นได้ง่าย ผู้ที่มีปัญหาทางระบบประสาท ระบบการหายใจ การไหลเวียนของเลือด และระบบต่อมไร้ท่อเพราะอาจเกิดปฏิกิริยาการตอบสนองของร่างกายต่อความเย็นที่ต่างไปจากคนที่มีสุขภาพปกติทั่วไป เมื่อตรวจสุขภาพพบว่าสามารถรักษาได้แล้ว แพทย์จะฉีดยาชาที่บริเวณหน้าผาก เมื่อยาชาออกฤทธิ์ก็จะใช้เครื่องมือที่มีลักษณะคล้ายปากกาด้ามใหญ่ติดเข็มไว้ที่หัวปากกาเจาะเข้าไปที่ผิวหนังบริเวณที่ต้องการจะลบริ้วรอย เพื่อส่งความเย็นไปยังเส้นประสาทที่ทำหน้าที่ควบคุมการขมวดของกล้ามเนื้อประมาณ 30 วินาที แล้วถอนเข็มออก ซึ่งจะทำให้รู้สึกถึงแรงกดเล็กน้อย โดยระยะเวลาในการรักษาตั้งแต่เริ่มแรกจนจบกระบวนการทั้งหมดจะอยู่ที่ประมาณ 10-15 นาทีเท่านั้น และจะทำให้ริ้วรอยของคนไข้จางหายไปทันที

การดูแลหลังการรักษา
ในช่วงแรกหลังเข้ารับการรักษา คนไข้จะได้รับยาแก้ปวดพื้นฐานเพื่อบรรเทาอาการปวดที่จะเกิดขึ้น และต้องงดยาแอสไพรินเป็นเวลา 48 ชั่วโมงหลังการรักษา อีกทั้งควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย การแต่งหน้าและการสัมผัสบริเวณที่ทำการรักษา รวมถึงหมั่นดูแลความสะอาดในบริเวณที่ทำการรักษาให้ดี ลักษณะการนอน ควรหนุนให้ศีรษะอยู่สูงสักเล็กน้อยประมาณ 1-2 คืน เพื่อช่วยลดการบวม ที่สำคัญควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด แต่หาก 2-3 วันแล้ว อาการเจ็บ บวม หรืออักเสบยังไม่หาย ควรเข้าพบแพทย์จะดีที่สุด

ผลลัพธ์ของการรักษา
ไครโอนิวโรโมดูเลชั่น ทำงานด้วยการใช้ความเย็น ซึ่งส่งผลให้เส้นประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อใบหน้าส่วนที่สร้างริ้วรอยหยุดการทำงานชั่วคราว ทำให้กล้ามเนื้อบนใบหน้าจากที่เคยขมวดกันไว้คลายลง ริ้วรอยที่เกิดขึ้นจึงจางลงและหายไป อย่างเป็นธรรมชาติ โดยมีระยะเวลาในการลดเลือนริ้วรอยได้ 3-4 เดือน ส่วนค่าใช้จ่ายในการรักษานั้นมีราคาต่อครั้งใกล้เคียงกับการทำโบท็อกซ์แต่ในประเทศไทยยังไม่มีให้บริการนี้
ข้อดีของวิธีนี้คือ สามารถลบเลือนริ้วรอยที่เกิดขึ้นบริเวณหน้าผากและระหว่างคิ้วได้อย่างดีมีประสิทธิภาพ แลดูเป็นธรรมชาติ แถมยังเห็นผลทันทีหลังการรักษา และถึงแม้ FDA (องค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกา) จะยังไม่ได้ให้การรับรองแต่ก็มั่นใจได้ในเรื่องความปลอดภัย เพราะวิธีนี้ไม่ได้นำสารแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย แต่เป็นการนำสารทำความเย็นไนตรัสออกไซด์เหลวที่ร่างกายมีอยู่แล้ว มาหยุดการทำงานชั่วคราวของเส้นประสาทส่วนที่ควบคุมกล้ามเนื้อใบหน้า จึงไม่ถือว่านำสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายและยังได้ผลเป็นที่น่าพอใจเป็นอย่างมาก ในส่วนผลข้างเคียงที่น่ากังวล นอกจากอาการบวมที่อาจเกิดขึ้นและจะหายไปเองนั่นก็คือด้วยความที่วิธีนี้เป็นวิธีใหม่ ทั้งเรื่องแพทย์และคนไข้ยังขาดประสบการณ์ในการรักษา ดังนั้น การนำสารไนตรัสออกไซด์เหลวที่แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ร่างกายมีอยู่แล้ว แต่หากได้รับปริมาณมากเกินไปหรือเกิดความผิดพลาดอื่นๆ ก็จะทำให้เป็นอันตรายต่อเส้นประสาทได้

Cryoneuromodulation ปะทะ Botox
แม้ไครโอนิวโรโมดูเลชั่นจะมีจุดประสงในการลดริ้วรอยและวิธีการรักษาที่คล้ายกับโบท็อกซ์ แต่แท้ที่จริงแล้วก็ไม่เหมือนกันซะทีเดียว เพราะโบท็อกซ์ (Botox) คือการฉีดสารโบทูลินั่ม ท็อกซิน เอ (Botulinum toxin A) ซึ่งเป็นตัวยาชนิดหนึ่งซึ่งสกัดจากเชื้อแบคทีเรียที่มีคุณสมบัติช่วยคลายกล้ามเนื้อบริเวณที่หดตัว ในขณะที่ไครโอนิวโรโมดูเลชั่น คือการฉีดสารให้ความเย็นไนตรัสออกไซด์ ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่ในร่างกายอยู่แล้ว ดังนั้นไครโอนิวโรโมดูเลชั่นจึงเหมาะกับผู้ที่กังวลเกี่ยวกับการฉีดสารแปลกปลอม และไม่ต้องการฉีดสารแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย

ในส่วนของกลไกการทำงาน การฉีดโบท็อกซ์นั้น ตัวยาจะไปจับตัวกับปลายเส้นประสาทที่เชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อส่วนนั้นคลายตัว เป็นเสมือนการทำให้เส้นประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อเป็นอัมพาตชั่วคราว แต่ไครโอนิวโรโมดูเลชั่นจะเป็นการหยุดการทำงานชั่วคราวของเส้นประสาท เหมือนการจำศีลเส้นประสาทส่วนที่ควบคุมกล้ามเนื้อเอาไว้ ซึ่งจะทำให้ริ้วรอยลบเลือนไปอย่างเป็นธรรมชาติ และยังเห็นผลได้ทันทีหลังการรักษา หากไม่พอใจในการรักษา จึงสามารถปรับแก้ได้อย่างทันที แต่โบท็อกซ์อาจได้ผิวหน้าเรียบตึงไร้ริ้วรอย แต่อาจดูแข็งเกร็ง ไม่เป็นธรรมชาติเท่ากับไครโอนิวโรโมดูเลชั่น และต้องใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์จึงจะเห็นผลชัดเจน
ไครโอนิวโรโมดูเลชั่นมีพื้นที่จำกัดในการรักษาริ้วรอยได้แค่บริเวณหน้าผากและระหว่างคิ้วเท่านั้น ในขณะที่โบท็อกซ์สามารถรักษาริ้วรอยได้หลากหลายบริเวณ ไม่ว่าจะเป็นหน้าผาก ระหว่างคิ้ว รอบดวงตา รอบริมฝีปาก คอ และคาง ระยะเวลาในการลดเลือนริ้วรอยของไครโอนิวโรโมดูเลชั่นจะออกฤทธิ์ได้เพียง 4 เดือนเท่านั้น หลังจากนั้นก็หมดฤทธิ์และคลายไป ซึ่งแน่นอนว่าริ้วรอยก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีก จึงทำให้ต้องฉีดบ่อยครั้งกว่าการฉีดโบท็อกซ์ที่สามารถคงประสิทธิภาพได้นานถึง 6 เดือนหรือมากกว่านั้น อีกทั้งเมื่อฉีดโบท็อกซ์ซ้ำในครั้งใหม่แล้ว ก็อาจได้ประสิทธิภาพที่ยาวนานเพิ่มขึ้น และอาจใช้จำนวนของสารโบท็อกซ์ในปริมาณที่น้อยลงได้อีกด้วย ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายในการฉีดต่อครั้งนั้น ทั้งสองวิธีมีราคาที่ใกล้เคียงกันมาก ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องอยู่ที่ของคนไข้ว่าจะเลือกใช้วิธีใด

ในเรื่องของความปลอดภัยนั้น โบท็อกซ์ ได้ผ่านการรับรองและยอมรับในเรื่องการรักษาริ้วรอย ทั้ง FDA (องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา) และองค์การอาหารและยาของประเทศไทยแล้วและถึงแม้จะเป็นการฉีดสารแปลกปลอมเข้าร่างกาย แต่สารเหล่านั้นถือเป็นสารที่มีความปลอดภัยสูง เพราะเป็นสารสกัดบริสุทธิ์ และด้วยความที่โบท็อกซ์เป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายมานาน จึงมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการทำค่อนข้างมาก แต่ก็อาจมีผลข้างเคียงได้หากทำโดยแพทย์ที่ไม่ชำนาญและทำด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงในระยะยาวตามมาได้ เช่น หนังตาตกกลืนอาหารลำบาก หน้าไม่สมมาตร หรือมีเลือดออกในบริเวณที่ฉีดได้ ขณะที่ ไครโอนิวโรโมดูเลชั่นเป็นการฉีดสารที่มีอยู่ในร่างกาย จึงไม่ต้องกังวลในเรื่องสารแปลกปลอม แต่สิ่งที่น่าห่วงก็คือ ด้วยวิธีที่ยังใหม่ จึงทำให้ขาดแพทย์ผู้มีความชำนาญในการฉีดและอาจเกิดผลกระทบอื่นๆตามมาได้หากเกิดความผิดพลาด โดยเฉพาะความเสียหายที่จะเกิดกับเส้นประสาท

ที่จริงแล้วเรื่องริ้วรอยบนใบหน้านั้น หากป้องกันก่อนที่จะเกิดริ้วรอยก็น่าจะดีกว่า ด้วยการดำเนินชีวิต การเลือกรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการดูแลสุขภาพผิวให้ดี เพียงเท่านี้ก็จะไม่เกิดริ้วรอยก่อนวัยอันสมควร แต่เมื่ออายุมากขึ้นก็คงห้ามไม่ได้ที่จะปรากฏริ้วรอยขึ้นมา ซึ่งริ้วรอยตามวัยนั้นมักบอกถึงประสบการณ์และสร้างความภูมิฐานได้ แต่หากมีริ้วรอยที่มากเกินไปไม่ว่าวัยไหนๆ ก็คงไม่มีความสุขเป็นแน่ ดังนั้นจึงมีวิธีลบเลือนมากมายให้เลือกใช้กัน ทั้งพยายามลดด้วยวิธีทางธรรมชาติ การใช้ผลิตภัณฑ์ลดเลือนริ้วรอย และวิธียอดฮิตนั่นก็คือ การฉีดโบท็อกซ์ และในวันนี้ได้มี ไครโอนิวโรโมดูเลชั่น ซึ่งถือว่าเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจ เพราะได้ผลลัพธ์ที่ดีมาก แม้จะมีประสิทธิภาพในการลดเลือนริ้วรอยได้น้อยกว่าโบท็อกซ์ ก็ตาม แต่ก็ไร้ซึ่งความกังวลในเรื่องการฉีดสารแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย แต่สิ่งหนึ่งที่ควรพึงระวังก็คือ วิธีที่ยังใหม่ทั้งเครื่องมือ ความชำนาญของแพทย์ และข้อมูลที่ยังไม่หลากหลายนัก จึงต้องศึกษาและรอดูผลการรักษาจากผู้อื่นให้ดีเสียก่อน ที่สำคัญในปัจจุบันวิธีนี้ยังไม่มีการให้บริการในประเทศไทย หากเข้ามาแล้วคงต้องเตรียมรับและเตรียมใช้บริการกันให้ดี โดยต้องเลือกใช้บริการกับแพทย์ที่มีความชำนาญ ผ่านการอบรม และมีประสบการณ์ที่สูง เพื่อผลลัพธ์ที่ดีและความปลอดภัยในการรักษา รวมถึงต้องศึกษาผลกระทบและผลข้างเคียงให้ดีเสียก่อนด้วย